วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph <p>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ครั้ง (1 มกราคม - 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม) เป็นบทความที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาสุขภาพและนวัตกรรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านสุขภาพ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน (Journal of Health Science and Community Public Health) ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยการ สาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> tphajan@gmail.com (ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ พาจันทร์) rawin@scphkk.ac.th (นายรวิน จุลสวัสดิ์) Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/286082 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 237 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1 ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งชุดเท่ากับ 0.98 และการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 13 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมระดับความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ระดับการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.40 (S.D. = 0.41) และ 2.41 (S.D. = 0.47) ตามลำดับ และระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.26 (S.D. = 0.49) โดยพบว่าภาพรวมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน มีความสัมพันธ์ระดับสูงกับการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.752, p-value &lt;0.001, r = 0.826, p-value &lt;0.001) ตามลำดับ</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อรอุมา น้อยเสนา, ประจักร บัวผัน, นพรัตน์ เสนาฮาด, วิริยา มูลพิศูจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/286082 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุในชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284608 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุในชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น เปรียบเทียบกับเกณฑ์คำแนะนำทางโภชนาการ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 100 คน ซึ่งคำนวณขนาดตัวอย่างจากการประมาณค่าสัดส่วนของประชากร เก็บข้อมูลโดย การสัมภาษณ์รายบุคคลด้วยแบบสัมภาษณ์ความถี่กึ่งปริมาณการบริโภคอาหาร (Semi-quantitative food frequency questionnaire: Semi-FFQ) ในรอบ 1 สัปดาห์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 79.00) อายุเฉลี่ย 68.34 ปี (S.D. = 6.93) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 53.00) มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 89.00) และอาศัยอยู่ร่วมกับคู่สมรส (ร้อยละ 56.18) ประกอบอาชีพ ร้อยละ 71.00 โดยส่วนใหญ่ค้าขาย (ร้อยละ 40.58) และมีรายได้ ร้อยละ 96.00 ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 0-10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 56.00) เฉลี่ย 6,252.08 บาท (S.D. = 5,789.24 บาท) ด้านการบริโภคอาหาร พบว่าใน 1 วัน ผู้สูงอายุบริโภคอาหารกลุ่มข้าว-แป้งมากที่สุด เฉลี่ย 8.41 หน่วยบริโภค (S.D. = 2.67) รองลงมาคือกลุ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่ว รวมประมาณ 5.54 หน่วยบริโภค ผัก 2.18 หน่วยบริโภค (S.D. = 1.25) และผลไม้ 0.89 หน่วยบริโภค (S.D. = 0.70) โดยปริมาณผักและผลไม้รวมกันต่ำกว่าคำแนะนำที่ให้บริโภคอย่างน้อย 5 ส่วนต่อวัน อาหารกลุ่มข้าว-แป้ง ที่บริโภคมากที่สุดคือข้าวขาว/ข้าวขัดสี ขณะที่การบริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ นม และผักอยู่ในระดับต่ำกว่าคำแนะนำทางโภชนาการ ส่วนการบริโภคผลไม้มีความถี่ต่ำ โดยเฉพาะผลไม้รสไม่หวาน</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ เพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการและส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ</p> ฐิติกานต์ เอกทัตร์, บุญฐิตา สัตยกิจกุล, ดวงฤดี โชติกลาง, รัชนู กรีธาธร, สุพันทิพย์ ภูศรีโสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284608 Sun, 23 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285542 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย พัฒนาและประเมินผลแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ที่พัฒนาขึ้นใหม่ โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ร่วมวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ทีมสุขภาพ ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 8 คน สูตินรีแพทย์ 1 คน นักโภชนาการ 1 คน และ 2) หญิงตั้งครรภ์จำนวน 19 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปทางคลินิกและแบบฟอร์มดูแลรายบุคคล แบบประเมิน การปฏิบัติการพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึง มิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา ระยะศึกษาสถานการณ์พบว่า พบทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ในปี พ.ศ. 2563-2567 คิดเป็นร้อยละ 5.40, 8.63, 4.70, 5.15 และ 8.33 ตามลำดับ (เกณฑ์ไม่เกินร้อยละ 7) หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงเพื่อเข้าสู่ระบบการดูแล และแนวทางการดูแลกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจน ระยะพัฒนาเกิดแนวทาง การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับบริบทหน่วยงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นคือ การสอนและให้ความรู้หญิงตั้งครรภ์ การส่งปรึกษาโภชนาการเรื่องอาหาร การส่งพบสูตินรีแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ติดตามน้ำหนักทารกในครรภ์ และการนัดติดตามสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงบ่อยขึ้น หรือเรียกว่า E-M-A-E model ผลการศึกษา ด้านทารกพบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.21) มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม คะแนน Apgar ในช่วงนาทีที่ 1 และ 5 มากกว่า 8 และไม่มีภาวะแทรกซ้อน ด้านมารดาไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และมีอายุครรภ์ขณะคลอดมากกว่า 37 สัปดาห์ (การคลอดครบกำหนด หมายถึง การคลอดที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์เต็ม) เป็นต้นไป (ร้อยละ 89.47) พยาบาลวิชาชีพมีการปฏิบัติการพยาบาลตามแนวทางครอบคลุมร้อยละ 100 นอกจากนี้ทีมสุขภาพและหญิงตั้งครรภ์มีความพึงพอใจในระดับมากค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75, S.D. = 2.18</p> <p>อย่างไรก็ตาม ควรจัดทำแนวทางการดูแลที่เป็นระบบ พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ และจัดให้มีระบบติดตามต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและลดความเสี่ยงในการคลอดทารกน้ำหนักน้อยอย่างยั่งยืน</p> นฤมล อุลหัสสา, อนุชา ไทยวงษ์, กำทร ดานา, วิไลลักษณ์ เผือกพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285542 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านสารสนเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดหนองคาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284907 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านสารสนเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย เก็บข้อมูลจากประชากร คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย จำนวน 136 คน ได้ข้อมูลกลับคืน จำนวน 130 คน คิดเป็นร้อยละ 95.58 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 12 คน โดยใช้แนวทางสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน คือใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันในการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามทีละคู่และใช้สถิติการถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอนในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์หลายตัวแปร และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมระดับปัจจัยด้านสารสนเทศ ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนและระดับการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.93 (S.D. = 0.70), 4.02 (S.D. = 0.65) และ 3.95 (S.D. = 0.73) ตามลำดับ โดยพบว่า ภาพรวมปัจจัยด้านสารสนเทศและการมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสัมพันธ์ระดับสูง กับการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.731, p-value &lt;0.001), (r = 0.857, p-value &lt;0.001) ตามลำดับ</p> <p>ข้อเสนอแนะ คือ ควรพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงหน่วยงานผ่านระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาระบบส่งต่อและติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้มีประสิทธิภาพ</p> เจทิกา ปานคาน, ประจักร บัวผัน, สุรชัย พิมหา, วิริยา มูลพิศูจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284907 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 อัตรารอดชีพจากการบาดเจ็บอุบัติเหตุจราจรทางถนน โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567: การศึกษาแบบย้อนหลังไปข้างหน้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/286819 <p>บทนำ: อุบัติเหตุจราจรทางถนนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 7 โรงพยาบาลขอนแก่นในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ จึงศึกษาอัตรารอดชีพของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและเป็นข้อมูลในการพัฒนา</p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตรารอดชีพผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 และเพื่อศึกษาลักษณะทั่วไป อาการทางคลินิกของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน</p> <p>วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบ Retrospective cohort study (การศึกษาแบบย้อนหลังไปข้างหน้า) ใช้ข้อมูลผู้ป่วยในจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (IS) (รหัส ICD 10 V01-V89) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึง 31 ธันวาคม 2567 ติดตามสถานะถึงวันที่ 31 มกราคม 2568 วิเคราะห์การรอดชีพด้วยวิธี Kaplan-Meier สำหรับการคำนวณอัตราตาย นำเสนอในหน่วยต่อ 1,000 คน-วัน และคำนวณช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การแจกแจงแบบปัวซง (Poisson-based 95% confidence interval)</p> <p>ผลการศึกษา: จากผู้บาดเจ็บ 6,849 ราย รวมระยะเวลาติดตาม 53,281 คน-วัน เสียชีวิต 538 ราย อัตราตาย 10.10 ต่อ 1000 คน-วัน (95% CI: 9.30-11.00) ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 74.35 อายุเฉลี่ย 39.11 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 18.87 ปี) ใช้รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 85.57 และมีการบาดเจ็บบริเวณศีรษะ/คอมากที่สุด ร้อยละ 71.10 ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีระดับความรู้สึกตัว GCS 13-15 ร้อยละ 78.16 และกว่าครึ่งมีความรุนแรงของการบาดเจ็บรุนแรง (ISS 16-75) ร้อยละ 50.39 อัตรารอดชีพในระยะเวลา 1, 15 และ 30 วัน ร้อยละ 96.04 (95% CI: 95.55-96.48), ร้อยละ 89.09 (95% CI: 87.94-90.14) และ ร้อยละ 82.00 (95% CI: 79.62-84.13) ตามลำดับ โดยการรอดชีพลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 วันแรก</p> <p>สรุป: ผู้บาดเจ็บมีอัตรารอดชีพสูงเมื่อเทียบกับระดับเขตสุขภาพ เนื่องจากทำการศึกษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ที่เป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง ด้านอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ระดับ 1 การศึกษาครั้งต่อไป ควรวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีพ</p> ขจิตศักดิ์ แก้วศรีนวม, สุพจน์ คำสะอาด , กชกร ทิพย์สันเทียะ , อภิรดี แซ่ลิ่ม , กชมนณกร จำปาเงิน , Haris Khurram, ธวัชชัย อิ่มพูล, ณัฏธิรา แดงพรวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/286819 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดำเนินงาน พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284849 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อการดำเนินงานพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 154 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ โดยใช้แบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 14 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ถึง 25 พฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอน สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุดโดยกำหนดระดับนัยสำคัญ ทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมระดับการทำงานเป็นทีม ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน และระดับการดำเนิน งานพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.05 (S.D. = 0.52), 3.97 (S.D. = 0.55) และ 3.87 (S.D. = 0.54) ตามลำดับ โดยพบว่า ภาพรวมการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมของชุมชน มีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง กับการดำเนินงานพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.668 p-value &lt;0.001) และ (r = 0.667 p-value &lt;0.001) ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัว ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมของชุมชนด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล การทำงานเป็นทีมด้านทักษะความมุ่งมั่นต่อผลลัพธ์ร่วมกัน และด้านทักษะทางเทคนิคและการทำงาน สามารถร่วมกันในการพยากรณ์ และมีผลต่อการดำเนินงานพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี ได้ร้อยละ 50.9 (R<sup>2</sup> = 0.509, p-value &lt;0.001)</p> <p>ข้อเสนอแนะคือ ควรส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากรด้านการกำหนดตัวชี้วัด ในการประเมินผลแบบมีส่วนร่วม และการใช้เครื่องมือเชิงนวัตกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างยั่งยืน</p> มนทิรา ดาริวงษ์, ประจักร บัวผัน, สุรชัย พิมหา, นรภัทร น้อยสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284849 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและจัดการอุบัติเหตุทางถนนด้วยกลไกของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดบึงกาฬ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/287595 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและจัดการอุบัติเหตุทางถนนด้วยกลไกของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดบึงกาฬ แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R1) การวิจัยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา และความต้องการ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากคณะกรรมการ พชอ. หรือผู้แทนในทุกอำเภอ จำนวน 69 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (สถิติอุบัติเหตุ 3 ปีย้อนหลัง) และการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 (D1) การพัฒนาร่างรูปแบบจากการสังเคราะห์ผลการวิจัยระยะที่ 1 และให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 คนประเมินความเหมาะสม ระยะที่ 3 (R2) การทดลองใช้รูปแบบ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการศึกษาการนำไปใช้จริงในพื้นที่นำร่อง 2 อำเภอ (เซกา และบุ่งคล้า) เป็นเวลา 8 เดือน และระยะที่ 4 (D2/E) การพัฒนาและประเมินผล โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้เข้าร่วมในพื้นที่นำร่อง 60 คน และจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p> <p>ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดบึงกาฬมีความรุนแรง โดยในปี พ.ศ. 2566 มีอัตราการเสียชีวิต 21.58 ต่อประชากรแสนคน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเมินว่าพชอ. มีศักยภาพด้านการประสานงานในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.41, S.D. 0.65) และบทบาทของนายอำเภอมีความสำคัญมาก (ค่าเฉลี่ย 4.68, S.D. 0.52) แต่ระดับการดำเนินงานโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.95, S.D. 0.65) โดยมีช่องว่างสำคัญด้านการใช้ข้อมูล (ค่าเฉลี่ย 2.81, S.D. 1.05) และการประเมินผล (ค่าเฉลี่ย 2.55, S.D. 1.03) อุปสรรคสำคัญคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ (ค่าเฉลี่ย 4.31, S.D. 0.79) และบุคลากร (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D. 0.81) ทำให้ความต้องการเร่งด่วนคือ “รูปแบบการดำเนินงานที่ชัดเจน” (ค่าเฉลี่ย 4.55, S.D. 0.62) ระยะที่ 2 ได้พัฒนาร่างรูปแบบฯ ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ โครงสร้างการดำเนินงาน กระบวนการ PDCA กรอบกิจกรรม 3Es และเครื่องมือสนับสนุน โดยได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D. 0.51) ระยะที่ 3-4 ผลการประเมินหลังการทดลองใช้พบว่า ผู้เข้าร่วมประเมินรูปแบบฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.97, S.D. 0.61) โดยมิติการยอมรับและความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.35, S.D. 0.59) และประสิทธิผลที่รับรู้ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D. 0.65) ส่วนมิติความเป็นไปได้ในการปฏิบัติแม้อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.65, S.D. 0.88) แต่ยังมีข้อจำกัดด้านภาระงานและงบประมาณตามข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลผลิตสุดท้ายคือ “รูปแบบการป้องกันและจัดการอุบัติเหตุทางถนนด้วยกลไก พชอ. จังหวัดบึงกาฬ ฉบับสมบูรณ์” และคู่มือการนำไปใช้ที่ยึดกระบวนการ PDCA เป็นแกนหลัก เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเน้นกลไกการบูรณาการทรัพยากร (เช่น กองทุนสุขภาพตำบล) เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้และความยั่งยืนในการปฏิบัติ</p> สมพาน โคตรธารินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/287595 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมศิลปะบำบัดแบบกลุ่มโดยใช้การระบายสีตามตัวเลขมานดาลาต่อความว้าเหว่ของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา จังหวัดมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285432 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ One-group pretest-posttest design มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผล ของโปรแกรมศิลปะบำบัดแบบกลุ่มโดยใช้การระบายสีตามตัวเลขต่อความว้าเหว่ และเพื่อเปรียบเทียบระดับความว้าเหว่ของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราจังหวัดมหาสารคามก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 29 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือโปรแกรมศิลปะบำบัดแบบกลุ่มโดยใช้การระบายสีตามตัวเลขมานดาลา จัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-1.5 ชั่วโมง รวม 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินความว้าเหว่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบจับคู่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้สูงอายุมีระดับความว้าเหว่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 56.24, S.D. = 7.68 และ Mean = 41.10, S.D. = 5.66 ตามลำดับ; p &lt;0.001) ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมศิลปะบำบัดแบบกลุ่มโดยใช้การระบายสี ตามตัวเลขมานดาลามีประสิทธิผลในการลดความว้าเหว่ของผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้านพักคนชรา</p> <p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการวิจัยนี้ใช้แบบแผนกลุ่มเดียวไม่มีกลุ่มควบคุม ผู้อ่านควรตีความผลด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ โปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตสำหรับผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม</p> ศิริลักษณ์ ศิลาเลิศ, พัชรี แวงวรรณ, เนาวรัตน์ สิงห์สนั่น, วราภรณ์ ก้อนคำ, วราภรณ์ อินทรวงศ์, วิชุดา ชะเทียนรัมย์, วิศิษฏ์ โพธิ์ไชยหล้า, ศรัญญา เพิ่มผล, ศศิประภา พลดี, ศศิพร ปักการะโต, ศิรัญธร ศรีจุลฮาด, ศิวาพร สวัสดิ์เอื้อ, ศุภาวรรณ แมลงผึ้ง, สริตา จูมคำตา, สิตานันท์ งามเสริฐ, สิราวรรณ หล้าคำสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285432 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมโรงเรียนแม่พร้อมสำหรับสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285379 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผล โปรแกรมโรงเรียนแม่พร้อมสำหรับสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วย จำนวน 10 คน และสตรีตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (2) แบบบันทึกข้อมูลและผลลัพธ์การดูแล (3) แบบประเมินก่อนและหลังเข้าโปรแกรม และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2566 - เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลา 8 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ</p> <p> ผลการวิจัย ระยะวิเคราะห์สถานการณ์ พบว่า สตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและอาหารชนิดคาร์โบไฮเดรต รวมทั้งทักษะในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย ภายหลังพัฒนาเกิดรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและภายใต้บริบทจริง ประกอบด้วย 1) การให้ความรู้เชิงลึก 2) นวัตกรรม “กระเป๋าแม่พร้อม” 3) แผนการให้คำปรึกษารายบุคคล 4) นวัตกรรมการสื่อสารผ่าน Line OA</p> <p>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของสตรีตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพยาบาลวิชาชีพที่เข้าร่วมการพัฒนาโปรแกรมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด รูปแบบที่พัฒนา ขึ้นนี้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมอีสาน มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเอง ช่วยให้สามารถจัดการการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น สมควรขยายผล ไปใช้ในหน่วยบริการอื่นต่อไป</p> ฌารีย์รัตน์ นารถสิทธิ์, ปาริชาติ วันชูเสริม, สมทรง บุตรตะ, องค์ออน ภวภูตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285379 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสุขและคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขภายหลังการถ่ายโอนเข้าสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/288285 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุข คุณภาพชีวิตในการทำงาน การเปรียบเทียบความสุขและคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับคุณภาพชีวิต และปัญหาอุปสรรคในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 501 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมิน THI-15 และ แบบประเมิน WHOQOL-26 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ One-way ANOVA และสถิติ Pearson correlation และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 73.5 อายุเฉลี่ย 36.8 ปี (S.D. = 8.0) สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 84.0 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 97.2 มีรายได้ต่อเดือน 20, 001-30, 000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 50.9 มีระดับความสุขเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 70.3 มีระดับคุณภาพชีวิตการทำงานอยู่ในระดับกลาง ร้อยละ 96.8 ความสุขของบุคลากรแตกต่างกันตามรายได้ต่อเดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.014) คุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรตามตัวแปรต่าง ๆ ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด (p-value ≥0.05) และความสุขมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>xy</sub> = 0.156; p-value &lt;0.001)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การสนับสนุน และยอมรับในผลงาน การส่งเสริมและสร้างอัธยาศัยที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน การส่งเสริมความก้าวหน้า ในสายงานต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม รวมทั้งการให้แรงจูงใจในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น</p> จักรพงษ์ คณะวาปี, ธัชชัย เข็มทอง, เทพไทย โชติชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/288285 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700