วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph <p>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ครั้ง (1 มกราคม- 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม) เป็นบทความที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาสุขภาพและนวัตกรรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านสุขภาพ</p> วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น th-TH วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน 2651-1193 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน (Journal of Health Science and Community Public Health)</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดขอนแก่น และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> คุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเขตพื้นที่ตำบลห้วยยาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/254409 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่อ้อยภายในเขตพื้นที่ ตำบลห้วยยาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 118 คน สุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม คุณภาพของเครื่องมือมีความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถาม ได้ค่า IOC อยู่ในช่วง 0.78 – 1.00 และมีค่าความเที่ยงวิเคราะห์ด้วย Cronbach's Alpha Coefficient ปัจจัยด้านการประกอบอาชีพเท่ากับ 0.74 และปัจจัยด้านคุณภาพชีวิต เท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Chi – Square</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตในภาพรวมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในเขตพื้นที่ ตำบลห้วยยาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.12 และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า<br />ในด้านสุขภาพและหน้าที่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 88.14 ด้านสังคมและเศรษฐกิจอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 72.89 ด้านจิตวิญญาณอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 67.79 ด้านชีวิตครอบครัวอยู่ในระดับดี ร้อยละ 77.97 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา (p-value=0.005) และลักษณะครอบครัว (p-value=0.026) </p> ชนิดา ราชเสน สุพัฒน์ จำปาหวาย อารีนา อับดุลเลาะ ศศิประภา จำปาหวาย Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-27 2022-04-27 5 1 1 9 ผลการใช้ผลิตภัณฑ์สเปรย์ฉีดพ่นคอที่มีส่วนประกอบของกระชายขาวและตรีผลา ร่วมกับการรับประทานฟ้าทะลายโจรต่ออาการไอในผู้ป่วยโควิด-19 แยกกักตัวอยู่บ้าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/253427 <p> </p> <p>โรคโควิด-19 มีการไอเป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งที่พบบ่อย รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และอาจนำไปสู่<br />การอักเสบและติดเชื้อแทรกซ้อน การศึกษาแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้สเปรย์ฉีดพ่นคอ <br />ที่มีส่วนประกอบของกระชายขาวและตรีผลาร่วมกับการรับประทานฟ้าทะลายโจรต่ออาการไอ และความพึงพอใจ<br />ของผู้ป่วยโควิด-19 แยกกักตัวอยู่บ้าน ในเขตรับผิดชอบของศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร <br />กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบ Consecutive sampling ตามเกณฑ์อาการ ไม่รุนแรง ไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส ทั้งหมด 61 คน <br />แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 31 คน ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด (เช้า กลางวัน เย็น) เป็นเวลา 7 วัน <br />และกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ให้สเปรย์ฉีดพ่นคอที่มีส่วนผสมของกระชายขาวและตรีผลา (เช้า เย็น) ร่วมกับการ<br />รับประทานฟ้าทะลายโจร เป็นเวลา 7 วัน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2564 โดยใช้แบบประเมิน<br />ลักษณะอาการไอและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาไคสแควร์ และการทดสอบค่าที<br />ด้วย Paired samples t-test และ Independent t-test</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับประทานฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียวสามารถลดความถี่ในการไอ ในกลุ่มควบคุม<br />อย่างมีนัยสำคัญ (p-value &lt;0.05) การใช้สเปรย์ฉีดพ่นคอที่มีส่วนผสมของกระชายขาวและตรีผลาร่วมกับการรับประทานฟ้าทะลายโจรในกลุ่มทดลองพบว่าอาการไอลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p-value&lt;0.05) ทั้งด้านความถี่ ความรุนแรงของอาการไอ และการรบกวนชีวิตประจำวัน เมื่อเปรียบเทียบลักษณะอาการไอ พบว่ากลุ่มทดลองมีอาการไอน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทุกด้าน (p-value &lt;0.05) อีกทั้งยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ และกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการใช้สเปรย์ฉีดพ่นคอที่มีส่วนผสมหลักของกระชายขาวและตรีผลาร่วมกับการรับประทานฟ้าทะลายโจรให้ผลดีในการบรรเทาอาการไอในผู้ป่วยโควิด-19 และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์</p> วินัย สยอวรรณ พันธนนท์ พีรยศธนนนท์ วรัญญา อรุโณทยานันท์ วันนิศา รักษามาตย์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 10 22 การพัฒนาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อโรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/250854 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในโรงพยาบาลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยมีขั้นตอนดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในหน่วยงานโรงพยาบาลน้ำพอง จำนวน 14 หน่วยงาน และศึกษาพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ จำนวน 170 คน โดยใช้แบบสังเกตและแบบสอบถาม พบว่า หน่วยงานยังไม่มีการคัดแยกมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่มีการทิ้งมูลฝอยทั่วไปลงในถังรองรับมูลฝอยติดเชื้อ ระยะที่ 2 การประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ จำนวน 31 คน ประกอบด้วย การทดสอบความรู้ก่อนและหลังการประชุม การอบรมให้ความรู้และหาแนวทางการแก้ไขปัญหา พบว่า คะแนนความรู้หลังการอบรมมีค่ามากว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) มีแนวทางการดำเนินการ ได้แก่ 1) บุคลากร การจัดฝึกอบรมบุคลากรความรู้และการปฏิบัติตัวการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ การสื่อสารผู้มารับบริการในการคัดแยกมูลฝอย 2) วัสดุและอุปกรณ์ จัดให้มีอุปกรณ์ตามมาตรฐานและมีการซ่อมบำรุงเป็นประจำ 3) การดำเนินการจัดการ การวางแผนการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน การนำนโยบายมาขับเคลื่อน 4) งบประมาณ มีการตั้งงบประมาณแก้ปัญหาเร่งด่วน และนำแนวทางที่ได้มาปฏิบัติ ระยที่ 3ศึกษาปริมาณมูลฝอยติดเชื้อของแต่ละหน่วยงานของโรงพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อระยะเวลา 15 วัน พบว่า หลังการพัฒนามีปริมาณมูลฝอยลดลง ร้อยละ 11.0</p> ธิติ บุดดาน้อย อุไรวรรณ อินทร์ม่วง Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 23 32 การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการจัดเก็บและรวบรวม เข็มฉีดยาจากการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/251670 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้านการจัดเก็บ<br />และรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้Kemmis and McTaggart ศึกษาในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญสาขาการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ จาก 133 หมู่บ้าน ๆ ละ 1 คน จำนวน 133 คน มีกระบวนการศึกษาดังนี้ ศึกษาสถานการณ์การจัดเก็บ<br />และรวบรวมเข็มฉีดยาจากการฉีดอินซูลินของผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยใช้แบบสำรวจ การพัฒนาศักยภาพ อสม. โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้และร่วมกำหนดแนวทางการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาจากการฉีดอินซูลินที่ถูกต้อง ประเมินผล การพัฒนาศักยภาพ อสม. โดยเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการ ให้ อสม.ออกแนะนำวิธีการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานและศึกษาปริมาณเข็มฉีดยาอินซูลินที่ใช้แล้ว<br />ก่อนและหลังการดำเนินการ 1 เดือน</p> <p>ผลการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันพบผู้ป่วยเบาหวานมีการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินที่ผ่านการใช้แล้ว<br />ไม่เหมาะสม พบว่านำเข็มฉีดยาใช้แล้วใส่ถุงพลาสติกและทิ้งในถังรองรับมูลฝอยทั่วไป พบ รพ./รพสต. ทั้ง 13 แห่ง มีการแนะนำการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาจากการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานเฉพาะรายใหม่ ส่วนผู้ป่วยรายเก่าไม่ได้รับคำแนะนำซ้ำ เนื่องจากบุคลากรมีอย่างกำจัดและขาดการติดตามการนำเข็มที่ใช้แล้วมาทิ้งอย่างถูกต้อง จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ได้แนวทางแก้ไขปัญหาจากกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้รับผิดชอบงานจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ จัดทำแผ่นพับเพื่อให้ความรู้ แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ขวดน้ำพลาสติกหรือแกลลอนมีฝาปิดมิดชิดเป็นภาชนะและ อสม.ออกให้คำแนะนำผู้ป่วยรวม ทั้งรวบรวมฝากกำจัด ณ รพ./รพสต. เมื่อพบแพทย์ครั้งต่อไป พบคะแนนความรู้ของ อสม. หลังการประชุมเชิงปฏิบัติการมีค่าเฉลี่ยมากกว่าก่อนการประชุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) จากการออกให้คำแนะนำการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินที่ผ่านการใช้แล้วของ อสม. แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่งผลให้ปริมาณเข็มฉีดยาอินซูลินที่ผ่านการใช้แล้วหลังจากดำเนินการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 46.45 เห็นได้ว่า การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและเจ้าหน้าที่ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ข้อเสนอแนะของงานวิจัยนี้ควรมีการศึกษาการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานด้านการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาจากการฉีดอินซูลินเพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาระบบการจัดเก็บและรวบรวมเข็มฉีดยาอินซูลินที่ใช้แล้วต่อไป</p> <p> </p> เกษรา ทองวิจิตต์ อุไรวรรณ อินทร์ม่วง กาญนิถา ครองธรรมชาติ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 33 43 ปัญหาสุขภาพในการทำงานของช่างเชื่อมโลหะในกลุ่มแรงงานในระบบและกลุ่มแรงงาน นอกระบบในเขตอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/250573 <p> </p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาสุขภาพในการทำงานของช่างเชื่อมโลหะในกลุ่มแรงงานในระบบและกลุ่มแรงงานนอกระบบในเขตอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ แรงงานในระบบ จำนวน 73 คน และแรงงานนอกระบบ จำนวน 167 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือความตรงเนื้อหา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และตรวจสอบความเที่ยง มีค่าเท่ากับ 0.89 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสูงสุด–ต่ำสุด</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างแรงงานในระบบมีปัญหาสุขภาพในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา พบความชุกของอาการปวดระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ ตำแหน่งที่พบอาการปวดเป็นประจำมากที่สุด ได้แก่ ปวดเท้าซ้าย และปวดเท้าขวา ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการคัดจมูกมากที่สุด ร้อยละ 82.19 ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับอาการทางสายตา มีอาการแสบเคืองตา น้ำตาไหลมากที่สุด ร้อยละ 93.15 ส่วนกลุ่มตัวอย่างแรงงานนอกระบบ พบความชุกของอาการปวดระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อตำแหน่งที่พบอาการปวดเป็นประจำมากที่สุด ได้แก่ ปวดเท้าขวา ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการน้ำมูกไหลมากที่สุด ร้อยละ 83.20 ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับอาการทางสายตา มีอาการตาแดง มากที่สุด ร้อยละ 71.86 ดังนั้น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลในเขตอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ควรมีการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพของช่างเชื่อมโลหะทั้งสองกลุ่มนี้ มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน<br />การบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพและการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมในสถานประกอบกิจการทั้งกลุ่มแรงงานในระบบและนอกระบบ</p> พนัชกร มุมอ่อน กาญจนา นาถะพินธุ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 44 55 สถานการณ์ความปลอดภัยในอาหาร ณ สถานที่จำหน่ายอาหารในจังหวัดกาญจนบุรี: การศึกษาเชิงพรรณาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/253302 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของอาหารที่ตรวจพบสารปนเปื้อนในจังหวัดกาญจนบุรีระหว่างปี พ.ศ. 2560–2563 การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในอาหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี <br>ปี พ.ศ. 2560–2563 วิเคราะห์ความชุกของการพบสารปนเปื้อน 5 ชนิด ได้แก่ ยาฆ่าแมลง บอแรกซ์ ฟอร์มาลิน สารฟอกขาว และสารกันรา จำแนกตามพื้นที่เก็บตัวอย่าง แหล่งจำหน่าย และกลุ่มอาหาร ผลการศึกษาจากการพบว่า ตัวอย่างอาหารทั้งหมด 4,482 ตัวอย่าง พบสารปนเปื้อนร้อยละ 4.5 <br>สารปนเปื้อนที่พบมากสุด คือ ฟอร์มาลิน (ร้อยละ 9.2) รองลงมา คือ ยาฆ่าแมลง (ร้อยละ 5.8) <br>สารกันรา (ร้อยละ 3.1) และบอแรกซ์ (ร้อยละ 1.2) ตามลำดับ พบการปนเปื้อนฟอร์มาลิน ยาฆ่าแมลง สารกันรา และ บอแรกซ์มากสุดในปลาหมึกกรอบ (ร้อยละ 69.2) กุยช่าย (ร้อยละ 60.0) มะม่วงดอง (ร้อยละ 50.0) หมูเด้ง (ร้อยละ 5.3) ตามลำดับ ตัวอย่างอาหารที่เก็บจากตลาดนัดและพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีพบการปนเปื้อนมากที่สุด (ร้อยละ 4.8 และ 6.8 ตามลำดับ) กล่าวโดยสรุปพบว่า แนวโน้มของการปนเปื้อนในอาหารเพิ่มขึ้น โดยสารที่พบการปนเปื้อนมากที่สุดคือฟอร์มาลิน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารทะเล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและพัฒนานโยบาลหรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารต่อไป &nbsp;</p> ศุภกัญญา ทองเดชาสามารถ องอาจ มณีใหม่ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 56 66 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/253425 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของ อสม.ในการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &nbsp;และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานของ อสม.ในการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตำบลดงบัง &nbsp;&nbsp;อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างคือ อสม.ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 175 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน ถึง&nbsp;15 พฤศจิกายน 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่&nbsp; ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า การปฏิบัติงานของ อสม.ในการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 92.0 &nbsp;รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 5.7 และระดับน้อย ร้อยละ 2.3 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานของ อสม.ในการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(p-value &lt; 0.05)&nbsp; ได้แก่ ทัศนคติต่อการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และแรงสนับสนุนทางสังคม</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้ เสนอแนะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ควรนำผลการศึกษาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ การจัดหาทรัพยากร การพัฒนาศักยภาพ และการพัฒนาเครื่องมือสำหรับการปฏิบัติงานของ อสม.ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> เกียรติศักดิ์ คำดีราช วิราสิริริ์ วสีวีรสิว์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 ุึ67 81 การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนตำบลดงมูลเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/246947 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนตำบลดงมูลเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ จำแนกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการวางแผน โดยใช้กระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (AIC) ขั้นตอนการปฏิบัติการ ขั้นตอนการสังเกตการณ์ และขั้นตอนสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน คัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง ประกอบด้วย ตัวแทนจากท้องถิ่น ท้องที่ การศึกษา ศาสนา สาธารณสุขและตัวแทนครัวเรือน จำนวน 165 คน เก็บรวบรวมด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบสอบถามด้านความรู้ พฤติกรรมและการมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Paired Sample t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการในการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานบริบทของพื้นที่ 2) การประชุมเชิงปฏิบัติการวางแผนแบบมีส่วนร่วม 3) การดำเนินกิจกรรม/โครงการ 4) การสังเกต ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน</p> <p>5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน และ 6) การคืนข้อมูลให้ชุมชน และรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน ประกอบด้วย 8 กิจกรรม/โครงการ คือ 1) การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในชุมชน 2) การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติในชุมชน 3) การกำหนดกฎระเบียบของชุมชน 4) การส่งเสริมนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 5) การจัดการดัชนีลูกน้ำ<em> 6) </em>โครงการกำกับ ติดตามและสำรวจลูกน้ำ 7) การสร้างเครือข่าย อสม. น้อย และ 8) การจัดการสิ่งแวดล้อม ผลการดำเนินงานพบว่า ความรู้ พฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของกลุ่มตัวอย่างหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ดัชนีลูกน้ำยุงลายทั้งค่าดัชนีครัวเรือน (House Index: HI) และดัชนีภาชนะ (Container Index: CI) ลดลงหลังดำเนินการพัฒนา</p> <p>ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ DONGMUNLEK Model ประกอบด้วย D: <em>Democracy คือ </em>ประชาธิปไตย, O: Opportunity คือ การวิเคราะห์ทรัพยากรในชุมชน, N: Network คือ ภาคีเครือข่าย, G: <em>Generate</em> คือ การคิดค้นนวัตกรรม, M: Management คือ การบริหารจัดการ, U: Unity คือ ความเป็นเอกภาพ, N: News คือ ข้อมูลข่าวสาร, L: Learning คือ การเรียนรู้, E: Evaluation คือ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลการ, K: Knowledge คือ องค์ความรู้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอแนะ ควรนำรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ต่อไป</p> สุวิทย์ มะมา Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 82 95 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการและการพยากรณ์การจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดบึงกาฬ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/253498 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการขยะมูลฝอย และเพื่อพยากรณ์การจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดบึงกาฬ กลุ่มประชากรศึกษาคือผู้ปฏิบัติงานที่มีความรับผิดชอบหลักและทำงานเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 131 คน ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรศึกษาทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถามที่ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ซึ่งทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 และทำการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดต่ำสุดและค่ามัธยฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดบึงกาฬ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value&lt;0.01) ประกอบด้วย ลักษณะขององค์การ, การกระจายอำนาจ, ความชำนาญเฉพาะทาง, เทคโนโลยี, ความเป็นทางการ, โครงสร้างองค์การ, ลักษณะของสภาพแวดล้อม, บรรยากาศองค์การ, การประสานงาน, ลักษณะของบุคคลในองค์การ, ความผูกพันต่อองค์การ, การปฏิบัติงานตามหน้าที่, การจูงใจ, ลักษณะของการบริหารและการปฏิบัติงาน, ภาวะผู้นำ, การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการจัดหาทรัพยากร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดบึงกาฬ ประกอบด้วย การจูงใจ, การกระจายอำนาจ, โครงสร้างขององค์การ, ความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งสามารถพยากรณ์การจัดการขยะมูลฝอยได้ร้อยละ 70 (R<sup>2</sup> = 0.51, P-value&lt;0.01) โดยเขียนเป็นสมการทำนายได้ ดังนี้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; Y = 1.164 + [0.374*การจูงใจ] + [0.268*การกระจายอำนาจ] + [-0.323*โครงสร้างขององค์การ] + [0.335*ความชำนาญเฉพาะทาง]</p> วุฒิชัย จันทิมา สิริรัตน์ มาตาเดิม นิรวรรณ แสนโพธิ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 96 107 ความรู้และทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง เขตอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/252615 <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง กลุ่มประชากรคือ ผู้สูงอายุที่มีรายชื่อตามทะเบียนบ้านเขตอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส โดยได้รับการประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นกลุ่มติดบ้าน ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 1,651 ราย คำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่าง 289 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถาม เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลหาความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ประกอบด้วย ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม มีระดับคุณภาพชีวิตปานกลาง (60.21%) (=1.95, S.D.=0.630) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ระดับการศึกษา (P-value=0.006) ผู้สูงอายุที่มีผู้ดูแล (P-value&lt;0.001) การมีโรคประจำตัว (P-value=0.029) และความรู้ของผู้สูงอายุ (P-value=0.024) แต่ทัศนคติของผู้สูงอายุไม่พบความสัมพันธ์ (P-value=0.179) ตามลำดับ</p> นูรมา สมการณ์ อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 108 119 การพัฒนาแนวทางการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของภาคี เครือข่ายสุขภาพอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/256945 <p>การวิจัยและการพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยทำการศึกษาในเขตพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนม่วง ตำบลศิลา และเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น&nbsp; ทำการการคัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 77 คน ประกอบไปด้วย กลุ่มครูอนามัยโรงเรียน จำนวน 4 คน กลุ่มผู้นำชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 33 คน กลุ่มแกนนำนักเรียนและเยาวชน จำนวน 10 คน กลุ่มหญิงวัยรุ่นหลังการตั้งครรภ์ จำนวน 30 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก แนวทางการสนทนากลุ่ม การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และการประชุมระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย&nbsp; ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired samples t-test ใช้ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 ถึงเดือนธันวาคม 2564 ขั้นตอนการศึกษา แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสถานการณ์ปัญหา ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหา และอุปสรรคต่อการดำเนินงานป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของพื้นที่ที่ศึกษา พบว่า ปัญหาและความต้องการการพัฒนามีดังนี้ คือ 1)หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นยังขาดความรู้ในการดูแลตนเองที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ 2)ครอบครัวขาดการมีส่วนร่วมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น 3)ชุมชนมองปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นเป็นเพียงเรื่องของส่วนตัว ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผู้วิจัยและภาคีเครือข่ายสุขภาพได้ร่วมกันเสนอแนวคิด และร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดแนวทางในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเด็นดังนี้ 1)การพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันตนเองเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น 2)การพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมของหญิงตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และครอบครัว 3)การจัดชมรมในกลุ่มวัยรุ่น เพื่อให้กลุ่มเพื่อนให้ความรู้ โดยมีเจ้าหน้าเป็นที่ปรึกษา ทำให้เกิดการออกแบบกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มภาคีเครือข่าย แบ่งเป็นฐาน 9 ฐาน พบว่า ผลการวิเคราะห์การอบรมเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นภาพรวมหลังกิจกรรมอยู่ในระดับมาก ( =3.57&nbsp;&nbsp; SD=0.71&nbsp; Max=24&nbsp; min=6.77) &nbsp;ด้านความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษา พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของหญิงวัยรุ่นหลังการตั้งครรภ์ ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.28&nbsp; ( =6.42&nbsp; S.D.= 1.91 Max=9 Min= 2) และหลังการพัฒนา พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.0 &nbsp;แต่มีผลคะแนนอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35.7 ( =9.07&nbsp; S.D.= 1.59 Max=12 Min= 7) และด้านเจตคติเกี่ยวกับเพศศึกษา พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของหญิงวัยรุ่นหลังการตั้งครรภ์ ก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเจตคติอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 100&nbsp; ( =33.93&nbsp; S.D.= 2.43 Max=37 Min= 30) และหลังการพัฒนา พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเจคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 64.3 &nbsp;( = 42.07&nbsp; S.D.= 4.68 Max=47 Min= 34) และด้านพฤติกรรมการปฏิบัติเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของหญิงวัยรุ่นหลังการตั้งครรภ์ ก่อนและหลังการพัฒนา พบว่าส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 92.9&nbsp; ( =32.71&nbsp; S.D.= 2.89 Max=37 Min= 28) และหลังการพัฒนา พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเจคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 85.7 &nbsp;( =41.93&nbsp; S.D.= 2.58 Max=45 Min= 36) และในการเปรียบเทียบด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับเพศศึกษา พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของหญิงวัยรุ่นหลังการตั้งครรภ์ ก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า หลังการพัฒนาค่าคะแนนระดับความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติตัวเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.001 ,0.00 และ 0.00 ตามลำดับ)&nbsp; ระยะที่ 2 เป็นการเก็บข้อมูลในระหว่างการดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ พบว่า ปัญหาเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&nbsp; และการขาดการป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งทั้ง 2 ปัญหานี้เกิดจากสาเหตุทั้งจากตัวเด็กเอง ครอบครัว โรงเรียน สื่อและสภาพแวดล้อมในชุมชน ดังนั้นรูปแบบการดำเนินการป้องกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนม่วง&nbsp; และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนท่อน จึงเป็นรูปแบบที่ได้จากแหล่งข้อมูลหลากหลายแหล่ง คือ การทำการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รูปแบบดังกล่าวจะเป็นรูปแบบที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ซึ่งรูปแบบนี้ที่ผู้วิจัยเสนอนี้จึง ควรเป็นการป้องกันผ่านระบบการศึกษาที่เรียกว่า ระบบความรอบรู้ด้านการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage&nbsp; Health Literacy Approach) โดยรูปแบบนี้มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม ความจริงใจในการแก้ปัญหา การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงสรุปได้ว่า แนวทางการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพนี้ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้ โดยอาศัยการพัฒนาองค์ความรู้ในกลุ่มวัยรุ่น หรือระบบความรอบรู้ด้านการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage&nbsp; Health Literacy Approach) โดยทีมผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น รวมไปถึงการดำเนินกิจกรรมประเมินผลอย่างต่อเนื่อง&nbsp; เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นให้เกิดความรอบรู้และพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่องและสืบต่อไป</p> ประจักษ์ จันทะราช ธนวรรษน์ สำกำปัง ฐิติมา ชายพระอินทร์ อานนทพร มุกดาม่วง Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 120 137 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/253433 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว จำนวน 185 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 21 เดือนตุลาคม 2564 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการตนเองในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่ในระดับมากร้อยละ 71.4 รองลงมาอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 25.4 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value &lt;0.05) ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาการเจ็บป่วย แรงจูงใจต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน และแรงสนับสนุนทางสังคม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาครั้งนี้ เสนอแนะให้คลินิกโรคหัวใจ ควรมีนโยบายการส่งเสริมการจัดการตนเอง รวมทั้งทีมสุขภาพนำองค์ความรู้แนะนำให้กับผู้รับบริการในการจัดการตนเองและการสร้างแรงจูงใจ การสร้างแรงสนับสนุนให้กับผู้รับบริการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ : </strong>การจัดการตนเอง ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แรงจูงใจ แรงสนับสนุนทางสังคม</p> อนันต์ พวงคำ วิราสิริริ์ วสีวีรสิว์ Copyright (c) 2022 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 5 1 138 149