https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
2025-11-18T09:23:08+07:00
ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ พาจันทร์
tphajan@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ครั้ง (1 มกราคม - 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม) เป็นบทความที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาสุขภาพและนวัตกรรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านสุขภาพ</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/277820
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรอกกะลาต่อการลดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ
2025-04-09T15:58:45+07:00
ธนเดช ธรรมแก้ว
65202501004@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรอกกะลาและกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 60-75 ปี ในตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย จำนวน 68 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 34 คน ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรอกกะลา และกลุ่มควบคุม 34 คน ได้รับโปรแกรม การให้ความรู้และสุขศึกษาตามปกติ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย (Thai geriatric depression scale: TGDS) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ จากระดับภาวะซึมเศร้าเล็กน้อย (15.62, S.D. = 2.84) เป็นระดับที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า (9.47, S.D. = 2.35) โดยลดลง 6.15 คะแนน (95% CI: 4.86-7.44, p-value <0.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมพบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.133) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยต่ำกว่า 5.44 คะแนน (95% CI: 4.23-6.65, p-value <0.001)</p> <p>ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรอกกะลาเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิผล ในการลดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุต่อไป</p>
2025-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/278834
ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ใช้ฟันเทียมทั้งปากที่เข้ารับบริการ ในฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา
2025-05-06T09:24:48+07:00
จุฑารพ ตุนภรณ์
jutharoptunporn@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ใช้ ฟันเทียมทั้งปากที่เข้ารับบริการในฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากและได้รับการใช้ฟันเทียมทั้งปาก ที่เข้ารับบริการในฝ่ายทันตกรรม โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมทันตสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะ แห่งตน 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 3) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ที่ปรับเกณฑ์การให้คะแนนเป็นคะแนนที่ได้มากหมายถึงมีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และสถิติทดสอบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากก่อนการทดลองของกลุ่มทดลองเท่ากับ 46.2 (S.D. = 7.16) และกลุ่มควบคุมเท่ากับ 45.80 (S.D. = 6.73) ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.076) และภายหลังจากการทดลอง 1 เดือน พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง (Mean = 81.76, S.D. = 1.99) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean = 47.30, S.D. = 6.63) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) การแปลผลตามเกณฑ์ในการศึกษาครั้งนี้หมายถึงกลุ่มทดลองมีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากสูงกว่ากลุ่มควบคุมภายหลังการทดลอง</p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาวิจัยในระยะยาวเพื่อติดตามผลของโปรแกรมส่งเสริมทันตสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุในระยะยาวมากกว่า 1 เดือน เพื่อประเมินความยั่งยืน ของผลลัพธ์</p>
2025-09-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280985
ผลของโมดูลการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานเพื่อการเสริมสร้างสมรรถนะ 4Cs for C ด้านสุขภาพปฐมภูมิในวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น
2025-08-21T10:03:03+07:00
วรางคณา ชมภูพาน
warangkana@scphkk.ac.th
วรวุฒิ ชมภูพาน
worawut@scphkk.ac.th
<p>วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาผลของโมดูลการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐาน ต่อสมรรถนะ 4Cs for C ด้านสุขภาพปฐมภูมิเปรียบเทียบผลทางสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจหลังการเรียนในรายวิชาการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม รูปแบบในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการใช้ชุมชนเป็นฐาน 2) แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจหลังการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มเป้าหมายมี 1) ทักษะในการคิด วิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ย 4.05 คะแนน (S.D. = 0.57) 2) ด้านทักษะความคิดสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม แก้ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ย 4.10 คะแนน (S.D. = 0.60) 3) ด้านทักษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ แก้ปัญหามีคะแนนเฉลี่ย 4.16 คะแนน (S.D. = 0.60) และ 4) ด้านทักษะการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ แก้ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ย 4.13 คะแนน (S.D. = 0.61) ส่วนโมดูลการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ เท่ากับ 58.06 คะแนน (S.D. = 8.80) เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ เท่ากับ 47.10 คะแนน (S.D. = 4.33) และมีความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.96 คะแนน (95%CI:9.41 to 12.50) สูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ <0.001 ความพึงพอใจของนักศึกษาหลังการเรียนด้วยโมดูลการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานอยู่ในระดับสูง เป็นร้อยละ 83.51 รองลงมาคือระดับกลางเป็นร้อยละ 16.49</p> <p>ดังนั้น ผลการวิจัยทุกด้านมีค่าเฉลี่ยเกิน 3.51 ซึ่งผ่านเกณฑ์ทักษะศตวรรษที่ 21 จึงควรส่งเสริมการใช้โมดูลการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะ 4Cs ในการศึกษาการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ</p>
2025-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/279616
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลบวกจากการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ ของประชาชน อายุ 50-70 ปี อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-07-07T14:04:27+07:00
สุชาวดี ศรีมุงคุณ
snackfutfit555@gmail.com
สุทิน ชนะบุญ
sutin@scphkk.ac.th
<p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลบวกจากการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระของประชาชนอายุ 50-70 ปี อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 423 แบ่งเป็นกลุ่มศึกษา จำนวน 141 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 282 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.67-1 แล้วนำแบบสอบถามไปทดลองใช้ กับประชาชนที่มีคุณลักษณะเหมือนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน มีค่าความเที่ยงโดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของควอนบาค พบว่า ด้านพฤติกรรมสุขภาพ มีค่า 0.90 และด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่า 0.94 สถิติพรรณนาใช้ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด-ต่ำสุด สถิติอนุมานใช้สถิติถดถอยพหุโลจิสติก กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลบวกจากการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร (ORadj = 2.19, 95% CI: 1.19 ถึง 4.05, p-value = 0.011) ความรอบรู้ด้านสุขภาพการเข้าถึงแหล่งข้อมูลโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่และไส้ตรงในระดับไม่เพียงพอและเป็นปัญหา (ORadj = 1.81, 95% CI: 1.08 ถึง 3.05, p-value = 0.023) และความรอบรู้ด้านสุขภาพการนำข้อมูลไปใช้ในการดูแลสุขภาพ ในระดับ ไม่เพียงพอและเป็นปัญหา (ORadj = 2.14, 95% CI: 1.20 ถึง 3.83, p-value = 0.010)</p> <p>ดังนั้น ควรปรับแนวทางให้กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงได้รับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน พัฒนาสื่อให้เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริง เพิ่มช่องทาง ให้ประชาชนสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น</p>
2025-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280274
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
2025-08-21T17:29:37+07:00
ธันญา พันธะชัย
pantachai2558@gmail.com
สุทิน ชนะบุญ
sutin@scphkk.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional analytical study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 346 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบียนเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ได้แก่ สถิติถดถอยพหุโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า อัตราภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 93.06 อยู่ในระดับซึมเศร้า ร้อยละ 6.94 (95% CI: 4.49-10.10) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ได้แก่ อายุ พบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้า 5.60 เท่า (OR<sub>adj</sub> = 5.60, 95% CI: 1.87-16.79, p-value = 0.002) ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน กลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิง มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 3.68 เท่า (OR<sub>adj</sub> = 3.68; 95% CI: 1.21-11.14, p-value = 0.021) พฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มที่มีพฤติกรรมสุขภาพระดับต่ำ มีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้า 2.74 เท่า (OR<sub>adj</sub> = 2.74; 95% CI: 1.02-7.38, p-value = 0.046) การเกื้อหนุนทางสังคม กลุ่มที่ได้รับการเกื้อหนุนทางสังคมในระดับต่ำ มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 5.90 เท่า (OR<sub>adj</sub> = 5.90; 95% CI: 1.93-18.02, p-value = 0.002)</p> <p>หน่วยงานด้านสุขภาพควรจัดระบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างเป็นระบบ เน้นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีภาวะพึ่งพิง พฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม หรือขาดการเกื้อหนุนทางสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ การดูแลตนเอง และการมีส่วนร่วม ของครอบครัว ชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p>
2025-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/279781
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้าน กับผู้ป่วยวัณโรคปอด จังหวัดอุดรธานี
2025-05-28T09:35:32+07:00
ญาราภรณ์ พรมวัง
64202501002@scphkk.ac.th
วรรณศรี แววงาม
wanasri@scphkk.ac.th
ยศธการ ศรีเนตร
65202501009@scphkk.ac.th
ภูริชา พัชรธรภากุล
phuricha@scphkk.ac.th
สุขสรรค์ นิพนธ์ไชย
suksun@scphkk.ac.th
สงกรานต์ นักบุญ
songkran@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคปอด จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค จำนวน 275 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุโลจิสติกส์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านอยู่ในระดับพอใช้ได้ ร้อยละ 54.91 และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรคในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 64.36 ปัจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรอบรู้สุขภาพด้าน การจัดการตนเองส่งผลให้มีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคระดับดี 3.11 เท่า (OR<sub>adj</sub>: 3.11, 95% CI: 1.55-6.23; p-value 0.001), ด้านการรู้เท่าทันสื่อส่งผลให้มีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคระดับดี 3.16 เท่า (OR<sub>adj</sub>: 3.16, 95% CI: 1.52-6.61; p-value 0.001), และด้านทักษะการตัดสินใจส่งผลให้มีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคระดับดี 3.36 เท่า (OR<sub>adj</sub>: 3.36, 95% CI: 1.72-6.55; p-value <0.001)</p> <p>ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า ความรอบรู้สุขภาพด้านทักษะการจัดการตนเอง, การรู้เท่าทันสื่อ, และทักษะการตัดสินใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค ดังนั้นควรนำความรอบรู้ด้านทักษะดังกล่าว สร้างเป็นกิจกรรมในการสร้างองค์ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนัก ในการป้องกันวัณโรคให้กับผู้สัมผัสร่วมบ้านที่เหมาะสม</p>
2025-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/276640
บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคโควิด19 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
2025-04-02T08:34:48+07:00
จิรัชญา สุระสุข
jeeji_36@hotmail.com
วีรยุทธ โตวัฒนา
Weerayuth_105@hotmail.com
อโนทัย ผลิตนนท์เกียรติ
palitnonkert@hotmail.com
ดวงใจ บุญศิริคำชัย
duangjai.bunsiricumchai@gmail.com
อังคณา อาจยุทธณรงค์
angkana.sam@gmail.com
จินตนา วราภาสกุล
chintana58@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคโควิด19 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคโควิด19 เก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจากกลุ่มตัวอย่าง 235 คน ระหว่างวันที่ 8 - 28 กุมภาพันธ์ 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคโควิด19 อยู่ในระดับมากร้อยละ 36.6 ระดับปานกลางร้อยละ 57.4 ระดับน้อยร้อยละ 3.0 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันโรคโควิด19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ได้แก่ อายุ รายได้ ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด19 และแรงสนับสนุนทางสังคม</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้เสนอแนะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ ส่งเสริมความรู้เรื่องโรคโควิด19 ให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และส่งเสริมแรงสนับสนุนทางสังคมให้อสม.รณรงค์ให้ความรู้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนและชุมชนเรื่องการป้องกัน ควบคุม ลดการแพร่การกระจายเชื้อโรคโควิด19 และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด19 และงานวิชาการทางสาธารณสุขให้ต่อเนื่อง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280805
ผลของโปรแกรมการเยี่ยมบ้านส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรม การชะลอไตเสื่อมระยะที่ 2 และ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
2025-11-07T16:03:46+07:00
บรรณรส จันทร์สมดี
bannaros.jansomdee@gmail.com
ไลทอง ภัทรปรียากูล
lithong.skh@gmail.com
เสาวณีย์ เรืองศรี
saowanee262520@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนการทดลองและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเยี่ยมบ้านส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมระยะที่ 2 และ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้แนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของแบนดูรา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ขึ้นทะเบียนรับบริการที่คลินิกหมอครอบครัวตำบลสระแก้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว อาศัยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว จำนวน 37 คน โดยได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน และติดตามผลเก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันและชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันและชะลอไตเสื่อมผู้ป่วยเบาหวาน ได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน มีค่าดัชนีสอดคล้องเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาชเท่ากับ 0.84-0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย, Paired t-test และ Wilcoxon signed rank test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการเยี่ยมบ้านส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมระยะที่ 2 และ 3 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 0.82, 95% CI: 0.53-1.12, p <0.001) และมีระดับอัตราการกรองของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 7.16, 95% CI: 5.24-9.08, p <0.001) นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และค่าเฉลี่ยระดับพฤติกรรมการชะลอไตเสื่อมในระยะที่ 2 และ 3 เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/283375
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียมต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ในชุมชน
2025-11-13T14:08:07+07:00
อนุชา ไทยวงษ์
anucha@smnc.ac.th
<p style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียมต่อระดับความรอบรู้ พฤติกรรมการบริโภค และผลลัพธ์ทางสุขภาพ ในกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้จำนวน </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">30 <span lang="TH">คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ </span>15 <span lang="TH">คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรอบรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม แบบประเมินพฤติกรรมการบริโภค และเครื่องวัดความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ สถิติทดสอบวิลคอกซัน และสถิติทดสอบแมนท์วิทนี</span>-<span lang="TH">ยู ผลการวิจัยพบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม </span>8 <span lang="TH">สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม และพฤติกรรมการบริโภค สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>p < .05) <span lang="TH">นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีค่าความดันโลหิตซีสโตลิกลดลงกว่าก่อนการทดลองและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>p < .05) <span lang="TH">อย่างไรก็ตาม ค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกและปริมาณโซเดียมในปัสสาวะพบว่าไม่แตกต่างกัน ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมนี้มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมความดันโลหิตซีสโตลิกในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนต่อไป</span></span></p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/283529
ผลการพัฒนาโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพยั่งยืนในพื้นที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
2025-11-18T09:23:08+07:00
พัชรา พรหมอารักษ์
patpatchara.m@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาผลการพัฒนาโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพยั่งยืน ในพื้นที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย มี 2 กลุ่ม จาก 4 โรงเรียนในพื้นที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ประกอบด้วย กลุ่มนักเรียน มีประชากรนักเรียนทั้งหมด 4,601 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างของนักเรียน 2,540 คน โดยใช้แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน และกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพยั่งยืน เป็นคณะกรรมการด้านการส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน จำนวน 60 คน โดยใช้แบบประเมินโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate School: HLS)และการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)<br />ผลการวิจัย พบว่า ในกลุ่มนักเรียนของทั้ง 4 โรงเรียน นักเรียนมีภาวะสมส่วน 1,760 คน (ร้อยละ 69.29) มีภาวะอ้วน 108 คน (ร้อยละ 4.25) และมีภาวะผอม 157 คน (ร้อยละ 6.18) นักเรียนของโรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร มีผลการประเมินความรู้และพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านทุกระดับชั้นทั้งหมด 331 คน (ร้อยละ 100.00) และผลการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านทุกระดับชั้นทั้งหมด 331 คน (ร้อยละ 100.00) โดยผ่านระดับ Super Hero NuPETHS จำนวน 210 คน (ร้อยละ 63.44) ระดับ NuPETHS จำนวน 121 คน (ร้อยละ 36.56) โรงเรียนสารคามพิทยาคม มีผลการประเมินผ่านระดับ Super Hero NuPETHS จำนวน 507 คน (ร้อยละ 51.79) ระดับ NuPETHS จำนวน 428 คน (ร้อยละ 43.72) รวมผ่าน 935 คน (ร้อยละ 95.51) ไม่ผ่าน 44 คน (ร้อยละ 4.49) โรงเรียนพระกุมาร มีผลการประเมินผ่านระดับ Super Hero NuPETHS จำนวน 198 คน (ร้อยละ 41.08) ระดับ NuPETHS จำนวน 259 คน (ร้อยละ 53.73) รวมผ่าน 457 คน (ร้อยละ 94.81) และ โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม มีผลการประเมินผ่านระดับ Super Hero NuPETHS จำนวน 318 คน (ร้อยละ 42.51) และระดับ NuPETHS จำนวน 386 คน (ร้อยละ 51.60) <br />ผลการพัฒนาโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพยั่งยืน ในพื้นที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มี 6 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การศึกษาบริบทและการวิเคราะห์ปัญหา (Situation Analysis) 2) การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) 3) การพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรมโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพ (Skill of Health Literate School) 4) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) 5) การเยี่ยมติดตามผล การพัฒนา (Follow-up) 6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประเมินผล (Lesson Learned and Evaluation)<br />ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนรอบรู้ด้านสุขภาพยั่งยืน เป็นผลมาจากนโยบาย (Policy) และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียน (Visions) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) เครือข่าย (Networking) และการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน