https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
2026-01-19T00:00:00+07:00
ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ พาจันทร์
tphajan@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ครั้ง (1 มกราคม - 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม) เป็นบทความที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาสุขภาพและนวัตกรรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านสุขภาพ</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280284
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุบนฐานวิถีชีวิตใหม่ในจังหวัดเชียงราย
2025-11-04T10:16:24+07:00
ฐิติมา ทาสุวรรณอินทร์
tithima.ta@gmail.com
สายฝน สุภาศรี
saiphon525@gmail.com
รวิพรรดิ พูลลาภ
aladinny@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุ บนฐานวิถีชีวิตใหม่ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 450 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้น มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.66-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคของแอลฟ่าเท่ากับ 0.82 และแนวทาง การสนทนากลุ่ม เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลจากการสนทนากลุ่มนำมาวิเคราะห์โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 58.9) มีอายุระหว่าง 60-69 ปี (ร้อยละ 61.1) มีค่าเฉลี่ยของภาวะพฤฒพลังโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.16, S.D. = 0.953) ด้านการ มีหลักประกันที่มั่นคง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.49, S.D. = 0.947) และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะพฤฒพลังอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 59.30) รองลงมาได้แก่ ระดับดี (ร้อยละ 40.70) ตามลำดับ ส่วนภาวะพฤฒพลังตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ ได้แก่ การมีหลักประกันที่มั่นคงในการดำเนินชีวิต การมีสุขภาพที่ดี สามารถดูแลตนเอง ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เข้าร่วมและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน</p> <p>ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการส่งเสริมภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุบนฐานวิถีชีวิตใหม่ นำไปสู่สุขภาพที่ดี การมีส่วนร่วมทางสังคม และการมีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/282166
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้นในประชากรวัยทำงาน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านยายจั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง: การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง
2025-10-07T16:53:00+07:00
รัชนีกร ผิวเฉียง
65202501010@scphkk.ac.th
วรวุฒิ ชมภูพาน
Worawut@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้นในประชากรวัยทำงานอายุ 35-60 ปี ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านยายจั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 324 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิจากประชากรทั้งหมด 1,962 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression) โดยรายงานค่า ORadj พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น ร้อยละ 54.32 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้นในระดับนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเปิดใจพูดคุย เมื่อเครียด (AOR = 0.39, 95% CI: 0.20-0.76, p-value = 0.006) การผ่อนคลายตนเอง (AOR = 0.38, 95% CI: 0.19-0.77, p-value = 0.007) การนอนหลับดี (AOR = 0.37, 95% CI: 0.17-0.82, p-value = 0.014) การไม่สัมผัสควันบุหรี่ (AOR = 0.32, 95% CI: 0.15-0.70, p-value = 0.004) การไม่ดื่ม (AOR = 0.09, 95% CI: 0.01-0.79, p-value = 0.029) และการไม่บริโภคยาดองหรือเครื่องดื่มชูกำลัง (AOR = 0.06, 95% CI: 0.01-0.48, p-value = 0.008) ส่วนปัจจัยทางประชากร ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ อาชีพ และระดับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กัน ในระดับนัยสำคัญทางสถิติ กับภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น</p> <p>สรุปได้ว่า การจัดการความเครียด การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้นในกลุ่มวัยทำงาน หน่วยงานสาธารณสุข ควรส่งเสริมการจัดการความเครียดและการนอนหลับที่ดี ควบคู่กับการรณรงค์ลดพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคในระยะยาว</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284377
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด: การบูรณาการการสนับสนุนทางจิตสังคมร่วมกับการพัฒนาอาชีพ ในจังหวัดอุดรธานี
2026-01-07T09:44:06+07:00
สุพัฒน์ กองศรีมา
Supatkongsrima@gmail.com
ขวัญชนก ศิริวัฒนกาญจน์
sarabun_udon@moph.go.th
รัชฎากรณ์ มีคุณ
ratchadakorn.meekhun@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสพซ้ำ 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันการเสพซ้ำโดยใช้กรอบแนวคิด H.O.P.E. Framework และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ ดำเนินงาน 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R<sub>1</sub>) วิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยจากภาคีเครือข่าย 26 คน ระยะที่ 2 (D<sub>1</sub>) ออกแบบและพัฒนารูปแบบตามกรอบ H.O.P.E. Framework ระยะที่ 3 (R<sub>2</sub>) ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอ กับผู้ผ่านการบำบัด 30 คน ระยะที่ 4 (D<sub>2</sub>) ปรับปรุงและทดสอบประสิทธิผลกับผู้เข้าร่วม 140 คน และ ระยะที่ 5 สรุปผล เผยแพร่ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้สถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ McNemar's chi square test ที่ระดับ 0.05 ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปีงบประมาณ 2567 มีอัตราเสพซ้ำร้อยละ 13.01 โดยร้อยละ 23.49 มีอาการทางจิตร่วมด้วย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสพซ้ำ ได้แก่ 1) ระดับบุคคล: ความคุ้นเคยกับสารเสพติด ทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ยา และขาดทักษะการเผชิญปัญหา 2) ระดับครอบครัว: ความขัดแย้งและปัญหาความสัมพันธ์ และ 3) ระดับสังคม: สภาพแวดล้อมเดิม การถูกตีตรา และขาดโอกาสทางอาชีพ รูปแบบ H.O.P.E. Framework ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ (H) การสนับสนุนทางจิตใจเพื่อเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจ (O) การสร้างเครือข่ายสังคมเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ (P) การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคง และ (E) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนผ่านทีมอุดรโมเดล 5 เสือ Plus และกระบวนการชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า หลังเข้าร่วมโครงการ อัตราการเสพซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 32.86 เหลือร้อยละ 6.43 (p-value <0.001) คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้นจาก 16.36 เป็น 47.17 คะแนน (p-value <0.001) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 67.00 เป็น 95.14 คะแนน (p-value <0.001) โดยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.58, S.D. = 0.12)</p> <p>งานวิจัยนี้เสนอแนะเชิงนโยบายให้บูรณาการแผนพัฒนาอาชีพร่วมกับกองทุนหมู่บ้านเพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผ่านการบำบัด</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/283360
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
2025-11-04T10:37:05+07:00
สุธัญญา สีตาแสน
suthanya.202126@gmail.com
สุทิน ชนะบุญ
sutin@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 316 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ(ลำน้ำชี) และมีการใช้สารเคมี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.67-1.00 และหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Multiple logistic regression</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 66.46 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างมีนัยสำคัยทางสถิติ ได้แก่ รายได้ของครอบครัวมากกว่า 15,000 บาทต่อปี (OR<sub>adj.</sub> = 2.99, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.71 ถึง 5.24, p-value < 0.001) การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 3.20, 95% CI ของ ORadj อยู่ระหว่าง 1.65 ถึง 6.21, p-value = 0.001) การรับรู้ปัจจัยกระตุ้นการปฏิบัติระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 3.81, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.78 ถึง 8.16, p-value = 0.001) การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 5.72, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.83 ถึง 17.85, p-value = 0.003</p> <p>การส่งเสริมและการสร้างการรับรู้ การรณรงค์ให้เห็นประโยชน์ของการป้องกัน และการกระตุ้นด้วยข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมปลอดภัยในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/282720
การพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
2025-10-07T15:26:37+07:00
ตรีญาพร โตโพธิ์กลาง
kaimuk18048@gmail.com
อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง
Atthawit.s@nrru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มภาคีเครือข่าย จำนวน 18 คน กลุ่มผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 20 คน กลุ่มผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 5 คน และตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 5 คน โดยกระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาความจำเป็นและความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และ ระยะที่ 3 การศึกษาผลลัพธ์ของระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความจำเป็นและความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเตียงเฟาว์เลอร์ ร้อยละ 35.00 และส่วนใหญ่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการนำอุปกรณ์การแพทย์ไปใช้ ร้อยละ 75.00 2) ระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ มีองค์ประกอบ 3 ระบบ คือ (1) ระบบบริหารอุปกรณ์การแพทย์ (2) ระบบการบริการยืมคืนอุปกรณ์การแพทย์ (3) ระบบส่งต่อข้อมูลการให้บริการ และ 3) ผลลัพธ์ของระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ พบว่า กลุ่มผู้ให้บริการหรือภาคีเครือข่าย มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.81, S.D. = 0.37) และ กลุ่มผู้รับบริการหรือผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.63, S.D. = 0.92)</p> <p>ดังนั้น ควรขยายผลระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ไปยังพื้นที่อื่นในจังหวัดนครราชสีมา และพัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้งานระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการให้บริการ</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284316
การพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
2025-12-22T16:39:47+07:00
มานะ เปาทุย
mana.ktb@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยแบ่งเป็นระยะที่ 1 (R1) ศึกษาเชิงคุณภาพในกลุ่มบุคลากรด้านสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานด้านการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จำนวน 34 คน โดยใช้การอภิปรายร่วมกับผลการศึกษาที่ผ่านมาในพื้นที่เพื่อศึกษาบริบท ปัญหา และความต้องการในการดำเนินงานจริง ระยะที่ 2 (D1) พัฒนายกร่างโปรแกรมโดยบูรณาการผลจาก R1 ร่วมกับองค์ประกอบแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ระยะที่ 3 (R2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมด้วยการศึกษากึ่งทดลอง ในสตรีอายุ 30-60 ปี จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 40 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Paired t-test และ Independent t-test และระยะที่ 4 (D2) การสังเคราะห์และปรับปรุงสะท้อนผลลัพธ์จาก R2 เพื่อปรับปรุงโปรแกรมและจัดทำข้อเสนอแนะ</p> <p>ผลการศึกษาในระยะ R1 พบว่าบุคลากรด้านสาธารณสุขเห็นว่าควรประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อ ด้านสุขภาพเป็นกรอบในการออกแบบโปรแกรมอย่างครบถ้วน เนื่องจากสตรีในพื้นที่ยังขาดการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและการคัดกรอง ในระยะ D2 ได้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 กิจกรรม ตามองค์ประกอบของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ผลการศึกษาประสิทธิผลในระยะ R2 พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความตั้งใจในการมีพฤติกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในกลุ่ม และบางองค์ประกอบแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>การสังเคราะห์ในระยะ D2 ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมมีศักยภาพในการเสริมสร้างปัจจัยเชิงจิตสังคมที่เอื้อต่อการตัดสินใจเชิงพฤติกรรมและสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนได้</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน