https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน 2026-03-04T14:15:21+07:00 ผศ.ดร.ธีรศักดิ์ พาจันทร์ tphajan@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน กำหนดตีพิมพ์ปีละ 2 ครั้ง (1 มกราคม - 30 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม) เป็นบทความที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาสุขภาพและนวัตกรรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้านสุขภาพ</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280284 ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุบนฐานวิถีชีวิตใหม่ในจังหวัดเชียงราย 2025-11-04T10:16:24+07:00 ฐิติมา ทาสุวรรณอินทร์ tithima.ta@gmail.com สายฝน สุภาศรี saiphon525@gmail.com รวิพรรดิ พูลลาภ aladinny@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุ บนฐานวิถีชีวิตใหม่ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 450 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้น มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.66-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคของแอลฟ่าเท่ากับ 0.82 และแนวทาง การสนทนากลุ่ม เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลจากการสนทนากลุ่มนำมาวิเคราะห์โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 58.9) มีอายุระหว่าง 60-69 ปี (ร้อยละ 61.1) มีค่าเฉลี่ยของภาวะพฤฒพลังโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.16, S.D. = 0.953) ด้านการ มีหลักประกันที่มั่นคง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.49, S.D. = 0.947) และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะพฤฒพลังอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 59.30) รองลงมาได้แก่ ระดับดี (ร้อยละ 40.70) ตามลำดับ ส่วนภาวะพฤฒพลังตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ ได้แก่ การมีหลักประกันที่มั่นคงในการดำเนินชีวิต การมีสุขภาพที่ดี สามารถดูแลตนเอง ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง เข้าร่วมและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน</p> <p>ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการส่งเสริมภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุบนฐานวิถีชีวิตใหม่ นำไปสู่สุขภาพที่ดี การมีส่วนร่วมทางสังคม และการมีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/282166 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้นในประชากรวัยทำงาน ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านยายจั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง: การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง 2025-10-07T16:53:00+07:00 รัชนีกร ผิวเฉียง 65202501010@scphkk.ac.th วรวุฒิ ชมภูพาน Worawut@scphkk.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้นในประชากรวัยทำงานอายุ 35-60 ปี ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านยายจั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 324 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิจากประชากรทั้งหมด 1,962 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression) โดยรายงานค่า ORadj พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น ร้อยละ 54.32 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้นในระดับนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเปิดใจพูดคุย เมื่อเครียด (AOR = 0.39, 95% CI: 0.20-0.76, p-value = 0.006) การผ่อนคลายตนเอง (AOR = 0.38, 95% CI: 0.19-0.77, p-value = 0.007) การนอนหลับดี (AOR = 0.37, 95% CI: 0.17-0.82, p-value = 0.014) การไม่สัมผัสควันบุหรี่ (AOR = 0.32, 95% CI: 0.15-0.70, p-value = 0.004) การไม่ดื่ม (AOR = 0.09, 95% CI: 0.01-0.79, p-value = 0.029) และการไม่บริโภคยาดองหรือเครื่องดื่มชูกำลัง (AOR = 0.06, 95% CI: 0.01-0.48, p-value = 0.008) ส่วนปัจจัยทางประชากร ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ อาชีพ และระดับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กัน ในระดับนัยสำคัญทางสถิติ กับภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น</p> <p>สรุปได้ว่า การจัดการความเครียด การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้นในกลุ่มวัยทำงาน หน่วยงานสาธารณสุข ควรส่งเสริมการจัดการความเครียดและการนอนหลับที่ดี ควบคู่กับการรณรงค์ลดพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคในระยะยาว</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284377 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด: การบูรณาการการสนับสนุนทางจิตสังคมร่วมกับการพัฒนาอาชีพ ในจังหวัดอุดรธานี 2026-01-07T09:44:06+07:00 สุพัฒน์ กองศรีมา Supatkongsrima@gmail.com ขวัญชนก ศิริวัฒนกาญจน์ sarabun_udon@moph.go.th รัชฎากรณ์ มีคุณ ratchadakorn.meekhun@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสพซ้ำ 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันการเสพซ้ำโดยใช้กรอบแนวคิด H.O.P.E. Framework และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ ดำเนินงาน 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R<sub>1</sub>) วิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยจากภาคีเครือข่าย 26 คน ระยะที่ 2 (D<sub>1</sub>) ออกแบบและพัฒนารูปแบบตามกรอบ H.O.P.E. Framework ระยะที่ 3 (R<sub>2</sub>) ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 4 อำเภอ กับผู้ผ่านการบำบัด 30 คน ระยะที่ 4 (D<sub>2</sub>) ปรับปรุงและทดสอบประสิทธิผลกับผู้เข้าร่วม 140 คน และ ระยะที่ 5 สรุปผล เผยแพร่ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้สถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ McNemar's chi square test ที่ระดับ 0.05 ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปีงบประมาณ 2567 มีอัตราเสพซ้ำร้อยละ 13.01 โดยร้อยละ 23.49 มีอาการทางจิตร่วมด้วย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสพซ้ำ ได้แก่ 1) ระดับบุคคล: ความคุ้นเคยกับสารเสพติด ทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ยา และขาดทักษะการเผชิญปัญหา 2) ระดับครอบครัว: ความขัดแย้งและปัญหาความสัมพันธ์ และ 3) ระดับสังคม: สภาพแวดล้อมเดิม การถูกตีตรา และขาดโอกาสทางอาชีพ รูปแบบ H.O.P.E. Framework ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ (H) การสนับสนุนทางจิตใจเพื่อเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจ (O) การสร้างเครือข่ายสังคมเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ (P) การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคง และ (E) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนผ่านทีมอุดรโมเดล 5 เสือ Plus และกระบวนการชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า หลังเข้าร่วมโครงการ อัตราการเสพซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 32.86 เหลือร้อยละ 6.43 (p-value &lt;0.001) คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้นจาก 16.36 เป็น 47.17 คะแนน (p-value &lt;0.001) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 67.00 เป็น 95.14 คะแนน (p-value &lt;0.001) โดยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.58, S.D. = 0.12)</p> <p>งานวิจัยนี้เสนอแนะเชิงนโยบายให้บูรณาการแผนพัฒนาอาชีพร่วมกับกองทุนหมู่บ้านเพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผ่านการบำบัด</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/283360 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 2025-11-04T10:37:05+07:00 สุธัญญา สีตาแสน suthanya.202126@gmail.com สุทิน ชนะบุญ sutin@scphkk.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 316 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ(ลำน้ำชี) และมีการใช้สารเคมี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ ระหว่าง 0.67-1.00 และหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Multiple logistic regression</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 66.46 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างมีนัยสำคัยทางสถิติ ได้แก่ รายได้ของครอบครัวมากกว่า 15,000 บาทต่อปี (OR<sub>adj.</sub> = 2.99, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.71 ถึง 5.24, p-value &lt; 0.001) การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 3.20, 95% CI ของ ORadj อยู่ระหว่าง 1.65 ถึง 6.21, p-value = 0.001) การรับรู้ปัจจัยกระตุ้นการปฏิบัติระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 3.81, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.78 ถึง 8.16, p-value = 0.001) การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชระดับสูง (OR<sub>adj</sub>. = 5.72, 95% CI ของ OR<sub>adj</sub> อยู่ระหว่าง 1.83 ถึง 17.85, p-value = 0.003</p> <p>การส่งเสริมและการสร้างการรับรู้ การรณรงค์ให้เห็นประโยชน์ของการป้องกัน และการกระตุ้นด้วยข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมปลอดภัยในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/282720 การพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 2025-10-07T15:26:37+07:00 ตรีญาพร โตโพธิ์กลาง kaimuk18048@gmail.com อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง Atthawit.s@nrru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มภาคีเครือข่าย จำนวน 18 คน กลุ่มผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 20 คน กลุ่มผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 5 คน และตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 5 คน โดยกระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาความจำเป็นและความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และ ระยะที่ 3 การศึกษาผลลัพธ์ของระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความจำเป็นและความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเตียงเฟาว์เลอร์ ร้อยละ 35.00 และส่วนใหญ่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการนำอุปกรณ์การแพทย์ไปใช้ ร้อยละ 75.00 2) ระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ มีองค์ประกอบ 3 ระบบ คือ (1) ระบบบริหารอุปกรณ์การแพทย์ (2) ระบบการบริการยืมคืนอุปกรณ์การแพทย์ (3) ระบบส่งต่อข้อมูลการให้บริการ และ 3) ผลลัพธ์ของระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ พบว่า กลุ่มผู้ให้บริการหรือภาคีเครือข่าย มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.81, S.D. = 0.37) และ กลุ่มผู้รับบริการหรือผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.63, S.D. = 0.92)</p> <p>ดังนั้น ควรขยายผลระบบสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ไปยังพื้นที่อื่นในจังหวัดนครราชสีมา และพัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้งานระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการให้บริการ</p> 2026-01-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/284316 การพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2025-12-22T16:39:47+07:00 มานะ เปาทุย mana.ktb@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยแบ่งเป็นระยะที่ 1 (R1) ศึกษาเชิงคุณภาพในกลุ่มบุคลากรด้านสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานด้านการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จำนวน 34 คน โดยใช้การอภิปรายร่วมกับผลการศึกษาที่ผ่านมาในพื้นที่เพื่อศึกษาบริบท ปัญหา และความต้องการในการดำเนินงานจริง ระยะที่ 2 (D1) พัฒนายกร่างโปรแกรมโดยบูรณาการผลจาก R1 ร่วมกับองค์ประกอบแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ระยะที่ 3 (R2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมด้วยการศึกษากึ่งทดลอง ในสตรีอายุ 30-60 ปี จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 40 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูลเชิงปริมาณโดยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Paired t-test และ Independent t-test และระยะที่ 4 (D2) การสังเคราะห์และปรับปรุงสะท้อนผลลัพธ์จาก R2 เพื่อปรับปรุงโปรแกรมและจัดทำข้อเสนอแนะ</p> <p>ผลการศึกษาในระยะ R1 พบว่าบุคลากรด้านสาธารณสุขเห็นว่าควรประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อ ด้านสุขภาพเป็นกรอบในการออกแบบโปรแกรมอย่างครบถ้วน เนื่องจากสตรีในพื้นที่ยังขาดการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและการคัดกรอง ในระยะ D2 ได้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 กิจกรรม ตามองค์ประกอบของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ผลการศึกษาประสิทธิผลในระยะ R2 พบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และความตั้งใจในการมีพฤติกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในกลุ่ม และบางองค์ประกอบแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>การสังเคราะห์ในระยะ D2 ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมมีศักยภาพในการเสริมสร้างปัจจัยเชิงจิตสังคมที่เอื้อต่อการตัดสินใจเชิงพฤติกรรมและสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนได้</p> 2026-01-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/281983 ศักยภาพการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพิษณุโลก 2025-10-21T10:31:53+07:00 อัมราภรณ์ ภู่ระย้า amarapornp@nu.ac.th ศิริกนก กลั่นขจร sirikanokk@nu.ac.th สมศักดิ์ โทจำปา somsakth@nu.ac.th รุ่งทิวา บุญประคม roongtivab@nu.ac.th กิตติศักดิ์ คัมภีระ kittisakk@nu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และ 2) เพื่อหาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 260 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน คือการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม และการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณา นำเสนอด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับศึกษาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ภาพรวมอยู่ระดับปานกลาง (Mean = 3.35, S.D. = 0.82) โดยเฉพาะด้านผู้นำและนโยบายมีค่าเฉลี่ยมากสุด (Mean = 3.36, S.D. = 0.92) รองลงมาคือ ด้านการบริหารจัดการ (Mean = 3.33, S.D. = 0.84) และด้านความร่วมมือเครือข่ายและชุมชน (Mean = 3.30, S.D. = 0.98) ส่วนภาพรวมข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.89, S.D. = 0.97) โดยเฉพาะประเด็นที่มีค่ามากสุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนมาสร้างกลไกการดูแลผู้สูงอายุ (Mean = 3.92, S.D. = 0.92)</p> <p>ข้อเสนอแนะ 1) การสร้างความเข้มแข็งให้ผู้สูงอายุ 2) ควรส่งเสริมให้มีหลักประกันชีวิตของผู้สูงอายุ 3) สนับสนุนงบประมาณสร้างอาชีพ 4)ทำข้อตกลงหรือประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก 5) สร้างความพร้อมในการสนับสนุนการรวมกลุ่มอาชีพ 6) ช่วยเหลือและแก้ปัญหาผู้สูงอายุแต่ละรายอย่างเหมาะสม 7) สนับสนุนให้ชมรมผู้สูงอายุและชุมชนเป็นตัวหลักในการดูแลผู้สูงอายุ และ 8) ส่งเสริมแนวคิดวิสาหกิจเพื่อช่วยเหลือสังคม</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/280396 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 2025-08-05T10:16:18+07:00 ดำรัสศิริ ไพอุปรี dumratsiri@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง ศึกษาผู้ป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566 จำนวน 613 ราย วิเคราะห์ถดถอยโลจีสติกแบบพหุแปร กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value &lt;0.05 นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น Adjusted odds ratio (adjusted OR) และ 95% Confidence interval (95% CI)</p> <p>ผลการศึกษา ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 65.68 ปี (S.D. = 13.46) ส่วนใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูง ร้อยละ 60.69 เข้ารับการรักษาผ่านระบบส่งต่อมากที่สุด ร้อยละ 55.63 มีเพียงร้อยละ 26.26 ที่มาถึง รพ. ภายใน 270 นาที และมีเพียงร้อยละ 4.73 ที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยร้อยละ 23.82 มีผลการรักษาที่ไม่ดี (mRS &gt;2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับผลการรักษาที่ไม่ดี (mRS &gt;2) มี 8 ปัจจัย ประกอบด้วย อายุ &gt;80 ปี (adjusted OR = 2.01, 95% CI: 1.00-4.05, p-value = 0.049) ผู้ป่วยมารพ. ไม่ทันภายในเวลา 270 นาที (adjusted OR = 2.18, 95% CI: 1.08-4.41, p-value = 0.031) มีอาการพูดไม่ชัด (adjusted OR = 1.94, 95% CI: 1.12-3.39, p-value = 0.019) มีอาการอ่อนแรง (adjusted OR = 3.33, 95% CI: 1.49-7.45, p-value &lt;0.001) ไม่ใช่กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย (Minor stroke) (adjusted OR = 14.41, 95% CI: 7.98-26.03, p-value &lt;0.001) ไม่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) (adjusted OR = 3.52, 95% CI: 1.17-10.61, p-value = 0.026) มีภาวะแทรกซ้อนขณะนอน รพ. (adjusted OR = 2.87, 95% CI: 1.52-5.43, p-value = 0.001) และระยะเวลาการนอน รพ. &gt;3 วัน รพ. (adjusted OR = 5.13, 95% CI: 2.48-10.59, p-value &lt;0.001)</p> <p>ดังนั้น ควรพัฒนาระบบส่งต่อและเครือข่าย Fast track stroke เพื่อให้ผู้ป่วยมาถึงทันเวลาและเพิ่มโอกาสได้รับยา rt-PA รณรงค์ให้ประชาชนสังเกตอาการเตือน BEFAST และนำส่งโดยเร็ว รวมทั้งพัฒนาแนวปฏิบัติ การดูแลขณะนอนโรงพยาบาลเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/283616 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง 2026-03-04T14:15:21+07:00 สายนาท หวานนุรักษ์ Sainatpolchaiyo1962@gmail.com พรภัทรา แสนเหลา pp_sanloa@hotmail.com พิยดา อุดมดี phiyadaudomdee@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 2) พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคลกับความรอบรู้ทางด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568 สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 311 คน วิจัยเป็นแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงคำนวณหาค่า IOC มีค่า 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าค่า KR-20 = 0.9 ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าค่าสัมประสิทธิ์แอลฟามีค่า = 0.81-0.92 เก็บข้อมูลโดยส่งลิงค์แบบสอบถามในระบบ Google forms วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ตัวอย่างมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 2.3 เคยบุหรี่ไฟฟ้าแล้วเลิกร้อยละ 12.9 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า การเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและการรู้เท่าทันสื่อเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า การตัดสินใจเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (Mean = 14.91, S.D = 2.71), (Mean = 14.51, S.D = 3.72), (Mean = 20.40, S.D = 4.58) และ (Mean = 20.03, S.D. = 5.54) ตามลำดับ ส่วนด้านการสื่อสารสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับน้อย (Mean = 17.13, S.D. = 5.32) และความรอบรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 86.98, S.D. = 16.27) สถานภาพสมรสของบิดามารดามีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.05) ส่วนเพศ อายุ คณะที่เรียน ผลการเรียน ลักษณะที่พักอาศัย เงินที่ได้รับต่อเดือน และการมีสมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่ไม่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า</p> <p>ข้อเสนอแนะ สถาบันการศึกษาและครอบครัวควรส่งเสริมให้นักศึกษามีความรอบรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะทักษะการสื่อสารสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/279314 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในกลุ่มเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนคร 2025-05-30T14:37:04+07:00 จิตรานนท์ โกสีย์รัตนาภิบาล jittranon2564@gmail.com อนุชธิดา แสงโพธิ์ aom_got@hotmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บและเสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนคร (2) พัฒนารูปแบบการป้องกันที่เหมาะสม และ (3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว การวิจัยแบ่งออกเป็นสามระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนารูปแบบโดยการมีส่วนร่วม และการทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี จำนวน 50 คน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบทดสอบความรู้ด้านทักษะคิดการเอาชีวิตรอด (CVI = 0.84, KR-20 = 0.84) และ (2) แบบประเมินทักษะคิดการเอาชีวิตรอด (CVI = 0.86, Cronbach's α = 0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา ระยะที่ 1 พบว่ากลุ่มอายุ 15-19 ปีมีอัตราบาดเจ็บสูงสุด (3,000-3,500 ต่อแสนประชากร) เพศชายเสี่ยงกว่าหญิง 3.28 เท่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 80-85) ปัจจัยเสี่ยง สำคัญต่อการเสียชีวิต คือ การไม่สวมหมวกนิรภัย (OR = 3.68) และการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่ (OR = 2.34) ระยะที่ 2 ได้พัฒนา “SKN-RTI Youth model” ตามแนวคิด Human factors ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การจัดการความเสี่ยง การรับรู้ขีดจำกัดตนเอง ความตระหนักรู้สถานการณ์ ทักษะการตัดสินใจ การปรับทัศนคติ และการจัดการความเครียด ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.76 เป็น 27.90 (p &lt;0.001) และคะแนนทักษะคิดเพิ่มขึ้นจาก 38.42 เป็น 54.28 (p &lt;0.001) พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเด่นชัด ได้แก่ การสวมหมวกนิรภัย การประเมินสถานการณ์ การไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ การวางแผนการเดินทาง และการหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่ ระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.68 S.D. = 0.70)</p> <p>ดังนั้น รูปแบบ SKN-RTI Youth model ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะคิด และลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน สามารถประยุกต์ใช้เพื่อขยายผล ในพื้นที่อื่นได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน