ผลของการพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

Main Article Content

อัญชลี พิมพ์รัตน์
ไกรลาศ พิมพ์รัตน์

บทคัดย่อ

ความสำคัญ: การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในระดับปฐมภูมิมีข้อจำกัดในการเข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคภายในครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง นำไปสู่ความเสี่ยงทางคลินิกที่ร้ายแรง เช่น ภาวะไตวายเฉียบพลันจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย การเปลี่ยนกระบวนทัศน์มาเสริมสร้างศักยภาพแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวให้ทำหน้าที่เป็น "ผู้พิทักษ์การบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพในครัวเรือน" จึงเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างนี้


วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพประจำครอบครัวด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ต่อระดับความรู้และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพระหว่างกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมและกลุ่มควบคุมที่ดำเนินกิจกรรมตามปกติ


วิธีการวิจัย: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (two group pretest and posttest design) ศึกษาในตัวแทนครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย จำนวน 40 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมพัฒนาศักยภาพระยะเวลา 1 เดือน ประกอบด้วย 5 บทเรียนหลัก (สิทธิผู้บริโภค ความรู้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการปกป้องสิทธิ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยง) ขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมกลุ่มตามแนวทางจิตปัญญาศึกษา สื่ออินโฟกราฟิก สื่อสังคมออนไลน์ (ไลน์กลุ่ม) และการเยี่ยมบ้านเสริมพลัง เครื่องมือเก็บข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์ความรู้และพฤติกรรมที่มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha) ระหว่าง 0.78 - 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ paired t-test และ independent t-test


ผลการศึกษา: คุณลักษณะพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มก่อนการทดลองมีความเท่าเทียมกัน (baseline homogeneity, p-value > 0.05) หลังเสร็จสิ้นโปรแกรมพบว่า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนผู้มีความรู้เรื่องสิทธิผู้บริโภคระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.00 เป็นร้อยละ 85.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value ≤ 0.001) และมีผู้มีความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50.00 เป็นร้อยละ 85.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.020) ในด้านพฤติกรรม คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value ≤ 0.001) และพฤติกรรมการปกป้องสิทธิผู้บริโภคโดยการแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นครอบคลุมร้อยละ 100.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองสามารถลดจำนวนวันเฉลี่ยในการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานลงได้อย่างชัดเจนจาก 1.75 เหลือ 0.20 วันต่อสัปดาห์ (p-value ≤ 0.05) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้และพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตลอดการศึกษา


สรุป: โปรแกรมการพัฒนาศักยภาพด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพมีประสิทธิผลสูงในการยกระดับความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงพฤติกรรมการปกป้องสิทธิให้แก่แกนนำสุขภาพประจำครอบครัว สามารถใช้เป็นเครื่องมือเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสำหรับหน่วยบริการปฐมภูมิในการขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคและการบริโภคที่ปลอดภัยในระดับครัวเรือนอย่างยั่งยืน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
พิมพ์รัตน์ อ, พิมพ์รัตน์ ไ. ผลของการพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย. TFDJ [อินเทอร์เน็ต]. 31 ตุลาคม 2026 [อ้างถึง 4 พฤศจิกายน 2026];33(3):60-72. Available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/fdajournal/article/view/293135
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

1. ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศ เล่มที่ 133, ตอนพิเศษ 284 ง (ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2559).

2. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค. กฎหมาย - สิทธิผู้บริโภค [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค; 2554 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://www.consumerthai.org/data-storage/consumers-law.html

3. คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค. สิทธิของผู้บริโภค [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://www.ocpb.go.th/news_view.php?nid=9764

4. อรรนพ เรืองกัลปวงศ์, สราวรรณ์ เรืองกัลปวงศ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร. วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต [อินเทอร์เน็ต]. 2558 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]; 11(2):77-94. เข้าถึงได้จาก: https://so03.tci-thaijo.org/index.php/sduhs/article/view/78028/62554

5. คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค. หน้าที่ของผู้บริโภคก่อนซื้อสินค้าหรือบริการ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://www.ocpb.go.th/news_view.php?nid=9764

6. มูฮัมหมัดสุกรี สะอุ. ความชุกของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาที่ไม่ปลอดภัยในกลุ่มผู้สูงอายุ ชาวมุสลิมที่เป็นโรคเบาหวาน ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา. วารสารเภสัชกรรมไทย [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]; 12(3):612-20. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/174707/163588

7. ปาจรีย์ สร้อยศรีฉาย. การบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตำบลแก้งสนามนาง อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน [อินเทอร์เน็ต]. 2556 [เข้าถึงเมื่อ 20 ม.ค. 2563]; 9(1):33. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/IJPS/article/view/7598/6574

8. อัญชลี พิมพ์รัตน์, ไกรลาศ พิมพ์รัตน์. รายงานการเฝ้าระวังปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย. เอกสารภายใน. 2566.

9. กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. คู่มือแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว (กสค.) เพื่อการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการดูแลสุขภาพของตนเอง [อินเทอร์เน็ต]. 2558 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2567]. เข้าถึงได้จาก: http://phc.moph.go.th/www_hss/data_center/ifm_mod/nw/230658.pdf

10. มหาวิทยาลัยรามคำแหง กองการเจ้าหน้าที่. ลักษณะของการมีส่วนร่วม [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง; 2554 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://hrm.ru.ac.th/file/plan/all67.pdf

11. โกวิทย์ พวงงาม. กรรมวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชน [อินเทอร์เน็ต]. สงขลา: ปิยวัฒนา; 2545 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://www.gotoknow.org/posts/482092

12. ชิต นิลพานิช และกุลธน ธนาพงศธร. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชนบท [อินเทอร์เน็ต]. สงขลา: ปิยวัฒนา; 2532 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://www.gotoknow.org/posts/482092

13. Chow S-C, Shao J, Wang H. Sample Size Calculation in Clinical Research. 2nd ed. Chapman&Hall/CRC, 152-153.

14. Knowles M. The adult learner: a neglected species. 4th ed. Houston: Gulf Publishing; 1990.

15. สมศรี บูรณสมภพ, รัชนีพร พวงเพชร, พงศ์เทพ สุขสมบัติ. ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขในการเฝ้าระวังภัยสุขภาพ. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2567]; 34(1):25-36. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/issue/view/11012

16. เทพศักดิ์ อังคณาวิศัลย์, ผณินชิสา มุสิกะไชย. การถอดบทเรียนจากโครงการจัดการความปลอดภัยด้านยาในชุมชนโดยการมีส่วนร่วม ของภาคีเครือข่ายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาระหว่างปี 2558-2560. วารสารเภสัชกรรมไทย [อินเทอร์เน็ต]. 2651 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2567]; 10(1):142-160. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/171042

17. Bandura A. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs: Prentice-Hall; 1986.

18. กิตติมา ชื่นชม, ทัศนีย์ นุ่มน้อย, นวพร อภัย. ประสิทธิผลของการฝึกอบรมระยะสั้นต่อความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลสาธารณสุข [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2567]; 34(2):120-132. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/phn/issue/view/16802/4091

19. Prochaska JO, Norcross JC. Stages of change. In: Kaplan RM, Sallis JF, Patterson TL, editors. Health and behavior: the fourth dimension of biomedicine. New York: McGraw-Hill; 1993. p. 287-302.

20. Rosenstock IM, Strecher VJ, Becker MH. Social learning theory and the Health Belief Model. Health Educ Q [Internet]. 1988 [cited 2024 Jan 22]; 15(2):175-83. Available from: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/3378902/

21. รุ่งนภา สุขสม, สมชาย เกตุแก้ว, วราภรณ์ แจ่มใส. รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนภาคกลาง. วารสารโภชนาการและการจัดการสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 22 ม.ค. 2567]; 10(3):45-58. เข้าถึงได้จาก: https://www.sciencedirect.com/journal/the-journal-of-nutrition-health-and-aging

22. อนุชาติ สร้อยปัสสา และคณะ. ผลของโปรแกรมการบริโภคอาหาร ประยุกต์แบบจําลอง ข่าวสารแรงจูงใจและทักษะพฤติกรรมในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดสมุทรปราการ. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2559 [เข้าถึงเมื่อ 28 เม.ย. 2567] เข้าถึงได้จาก: https://opac.kku.ac.th

23. รัฐกรณ์ ตีระพงษ์ศักดิ์. ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมต่อการใช้จักรยานของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ; 2558 [เข้าถึงเมื่อ 28 เม.ย. 2567]. เข้าถึงได้จาก: http://dspace.bu.ac.th/handle/123456789/1947

24. Wallerstein N. Empowerment and health: A critical review. Soc Sci Med. 1992;35(5):677-90.

25. Rogers EM. Diffusion of innovations. 5th ed. New York: Free Press; 2003.

26. ทิพวรรณ ศุภกิจ, ศุภกิจ พูลภักดี, สุพรรณี ภาคอภัย. บทบาทและประสิทธิภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขในการถ่ายทอดความรู้สุขภาพระดับปฐมภูมิ. วารสารสาธารณสุขศาสตร์ [อินเทอร์เน็ต]. 2559 [เข้าถึงเมื่อ 28 เม.ย. 2567]; 46(1):15-28. เข้าถึงได้จาก: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jph/issue/view/5490