แนวทางการบริหารจัดการเพื่อพัฒนามาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
คำสำคัญ:
บริการสุขภาพปฐมภูมิ , โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล , องค์การบริหารส่วนจังหวัด , การถ่ายโอนภารกิจ , การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการจัดการสำหรับผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด ให้มีมาตรฐาน ศึกษาในพื้นที่ 8 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ พิษณุโลก แพร่ นครราชสีมา มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี ตรัง นนทบุรี และจันทบุรี เก็บข้อมูลช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2567 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 5 กลุ่ม คือ ผู้ปฏิบัติงานใน รพ.สต. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้รับบริการ สาธารณสุขอำเภอ และสาธารณสุขจังหวัด รวม 352 คน เก็บข้อมูลจนถึงจุดอิ่มตัว และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) กำลังคนด้านสุขภาพ ควรจัดสรรอัตรากำลังตามภาระงาน การสนับสนุนวิชาการ และระบบที่ปรึกษาทางคลินิก เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการ 2) ด้านการคลังสุขภาพโดยจัดทำแผนงบประมาณที่ชัดเจนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและกำหนดเป้าหมายด้านสุขภาพร่วมกัน 3) ด้านเวชภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐาน ควรมีการวางแผนและดำเนินการจัดหายา เวชภัณฑ์และอื่น ๆ โดยมีการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างเป็นระบบ 4) ด้านการนำและการกำกับดูแล เน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง อบจ. สสจ. รพ.สต. ภาคีเครือข่าย และประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อให้บริการตอบสนองปัญหาสุขภาพของพื้นที่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการ รพ.สต. ภายใต้อบจ. ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และยั่งยืนในระยะยาว ข้อเสนอแนะ ได้แก่ การจัดทำความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย การจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ และการบูรณาการระบบสารสนเทศข้ามกระทรวง
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2566). แผนยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2566–2570. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.
กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง, กนิษฐา จำรูญสวัสดิ์, ปัญจรัตน์ ไล้สุวรรณชาติ, นปภัช ธรรมบำรุง, และปิยาพัชร ชูชัยมังคลา. (2568). ความพร้อมในการจัดบริการ การเข้าถึงและการใช้บริการอนามัยแม่และเด็กหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.). วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม, 48(2), 86-101.
นิลุบล คุณวัฒน์, และวิสุทธิ์ สุกรินทร์. (2568). การประเมินผลนโยบายการกระจายอำนาจการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ของจังหวัดสระบุรี. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.
ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์, ฑิณกร โนรี, นงลักษณ์ พะไกยะ, เพ็ญนภา หงษ์ทอง, อินทิรา นิ่มนวล, และปุณยวีร์ เฮงศิริ. (2567). ผลกระทบของการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิ: กรณีศึกษานโยบายสามหมอ ใน 5 จังหวัด : รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. คลังข้อมูลและความรู้สุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6055?locale-attribute=th&utm_source=chatgpt.com
รัชพล สัมฤทธิ์, และวราณี สัมฤทธิ์. (2568). การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนบริการสุขภาพปฐมภูมิแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ถ่ายโอนภารกิจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง. วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา, 5(1), e273092.
ศรวณีย์ อวนศรี, กมลพัฒน์ มากแจ้ง, สมธนึก โชติช่วงฉัตรชัย, ศศิวิมล อ่อนทอง, นิจนันท์ ปาณะพงศ์, และธนินทร์ พัฒนศิริ. (2567). การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย: ความก้าวหน้าและความท้าทาย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 18(3), 314-330.
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. (2567). ต้นแบบถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อบจ. ปราจีนฯ ยกจังหวัดกับเสถียรภาพ-สัมพันธภาพ ‘ท้องถิ่น’ อีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ. https://www.hsri.or.th/news/1/3922
อุดม ทุมโฆสิต, ประยงค์ เต็มชวาลา, และสุรชัย พรหมพันธุ์. (2567). การประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 22(3), 141-169.
Bhattacharyya, O., Khor, S., McGahan, A., Dunne, D., Daar, A. S., & Singer, P. A. (2010). Innovative health service delivery models in low and middle income countries-what can we learn from the private sector?. Health Research Policy and Systems, 8, 24. https://doi.org/10.1186/1478-4505-8-24
Braun, V., & Clarke, V. (2006). Using thematic analysis in psychology. Qualitative Research in Psychology, 3(2), 77-101. https://doi.org/10.1191/1478088706qp063oa
Donabedian, A. (2005). Evaluating the quality of medical care. The Milbank Quarterly, 83(4), 691-729.
Dussault, G., & Dubois, C. A. (2003). Human resources for health policies: A critical component in health policies. Human Resources for Health, 1(1), 1-16.
Lincoln, Y. S., & Guba, E. G. (1985). Naturalistic inquiry. Sage.
Ministry of Public Health. (2023). Guidelines for the development of primary health care services after the transfer of mission to local authorities. MOPH.
Pongpirul, K., Sriratanaban, J., Asavaroengchai, S., Thammatacharee, N., & Laohasiriwong, W. (2019). Decentralization and primary health care reform in Thailand: Lessons learned and policy implications. Public Health Reports, 134(2), 178–184.
Sandelowski M. (2000). Whatever happened to qualitative description?. Research in Nursing & Health, 23(4), 334–340. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/1098-240X(200008)23:4%3C334::AID-NUR9%3E3.0.CO;2-G
Tumkosit, U., Punnitamai, W., & Prompan, S. (2024). An evaluation research study on the management and development of human resources at sub-district health promotion hospitals transferred to the Thai provincial administrative organizations. Journal of
Public Administration, Public Affairs, and Management, 22(1), 19-56.
World Health Organization. (1978). Primary health care : Report of the International Conference on Primary Health Care, Alma-Ata, USSR, 6-12 September 1978. https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/39228/9241800011.pdf?sequence=1
World Health Organization. (2016). Framework on integrated, people-centred health services. World Health Organization.
World Health Organization. (2020). Operational framework for primary health care: Transforming vision into action. World Health Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ก่อนเท่านั้น



