ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ในหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ในชุมชน
คำสำคัญ:
พฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม, โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจ, หญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ในชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน โปรแกรมพัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคของโรเจอร์ ประกอบด้วย แผนกิจกรรม คู่มือ ต้นแบบด้านลบ สื่อภาพนิ่ง สื่อวีดิทัศน์ แอปพลิเคชันไลน์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม เครื่องมือผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94 และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test
ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับโปรแกรมฯ (median = 76.0, IQR = 2) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (median = 52.0, IQR = 8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.461, p< .001) และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับโปรแกรมฯ (median = 76.0, IQR = 2) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (median = 49.00, IQR = 8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -6.208, p< .001) ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในหญิงที่มีน้ำหนักเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มเสี่ยงได้
เอกสารอ้างอิง
กรวิชญ์ ศรีประเสริฐ, ศิวพร อึ้งวัฒนา, และเดชา ทำดี. (2566). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านการพยาบาลทางไกลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้ที่มีภาวะเบาหวานควบคุมไม่ได้ในชุมชน. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 50(3), 99-115.
กระทรวงสาธารณสุข, กรมการแพทย์. (2563). แนวทางการดูแลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม. กรมการแพทย์
ณัฐชยา ไชยชนะ, สุนีย์ ละกำปั่น, และทัศนีย์ รวิวรกุล. (2561). ผลของโปรแกรมสร้างแรงจูงใจร่วมกับการเสริมแรงจากเพื่อนต่อพฤติกรรมการป้องกันข้อเข่าเสื่อมในที่มีผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 48(3), 271-283.
พจนีย์ ผาสุขดี, และพุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารสุขศึกษา, 46(1), 131-142.
พลอย ทรัพย์ไพบูลย์กิจ, ศิวพร อึ้งวัฒนา, และเดชา ทำดี. (2564). ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมบริโภคอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้. พยาบาลสาร, 48(4), 1-73.
รัตน์ศิริ ทาโต. (2565). การวิจัยทางการพยาบาล: แนวคิดสู่การประยุกต์ใช้ (พิมพ์ครั้งที่ 6). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วรายุส คตวงค์, และอรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง. (2566). ผลของโปรแกรมการบริหารข้อเข่าด้วยท่าฤๅษีดัดตนเพื่อชะลอการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดปฐมภูมิของหญิงวัยกลางคนที่มีน้าหนักเกินมาตรฐาน. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 15(1), 141-156.
อุมาพร นกแพทย์, ศิวพร อึ้งวัฒนา, และนพมาศ ศรีเพชรวรรณดี. (2567). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้าในผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาไม่ได้ในชุมชน. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 17(4), 64-78.
Charoencholvanich, K., & Pongcharoen, B. (2005). Oxford knee score and SF-36: Translation & reliability for use with total knee arthroplasty patients in Thailand. Journal of the Medical Association of Thailand, 88(9), 1194–1202.
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16, 297–334. https://doi.org/10.1007/BF02310555
Hunter, D. J., & Bierma-Zeinstra, S. (2019). Osteoarthritis. The Lancet, 393(10182), 1745–1759. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(19)30417-9
Kolasinski, S. L., Neogi, T., Hochberg, M. C., Oatis, C., Guyatt, G., Block, J., Callahan, L., Copenhaver, C., Dodge, C., Felson, D., Gellar, K., Harvey, W. F., Hawker, G., Herzig, E., Kwoh, C. K., Nelson, A. E., Samuels, J., Scanzello, C., White, D., Wise, B., … Reston, J. (2020). 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Care & Research, 72(2), 149–162. https://doi.org/10.1002/acr.24131
Øiestad, B. E., Juhl, C. B., Eitzen, I., & Thorlund, J. B. (2015). Knee extensor muscle weakness is a risk factor for development of knee osteoarthritis. Osteoarthritis and Cartilage, 23(2), 171–177. https://doi.org/10.1016/j.joca.2014.10.008
Prentice-Dunn, S., & Ronald W. Rogers, R. W. (1986). Protection motivation theory and preventive health: Beyond the health belief model. Health Education Research, 1(3), 153-161. https://doi.org/10.1093/her/1.3.153
Zhang, Y., & Jordan, J. M. (2010). Epidemiology of osteoarthritis. Clinics in Geriatric Medicine, 26(3), 355–369. https://doi.org/10.1016/j.cger.2010.03.001
World Health Organization. (2022, 14 July). Musculoskeletal conditions. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/musculoskeletal-conditions
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ก่อนเท่านั้น



