ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทายใน การพัฒนากิจกรรมการเรียนร่วมสหสาขา วิชาชีพ ของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและ เครือข่าย

Main Article Content

รัชฎา สหะวรกุลศักดิ์
ศิรินาถ ตงศิริ
หทัยชนก ประดิษฐ์ผล

บทคัดย่อ

บริบท ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เริ่มนำกิจกรรมการเรียนร่วมสห
สาขาวิชาชีพ (Interprofessional Education: IPE) มาใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2560 โดยร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันการ
ศึกษาต่างๆ
วัตถุประสงค์ ค้นหาปัจจัยความสำเร็จ และความท้าทายในการดำเนินงานในการพัฒนากิจกรรมการเรียนร่วม
สหสาขาวิชาชีพ (IPE) ตามแนวคิดการประเมินความพร้อมของหน่วยงาน (Readiness) เป้าหมายและ
ความต้องการการสนับสนุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แผนการดำเนินงานในปีต่อไป และความรู้สึกของอาจารย์ที่
ได้เข้าร่วมกิจกรรม IPE ของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและเครือข่าย
สถาบันการศึกษา และวางแผนพัฒนารูปแบบและการสนับสนุนการดำเนินงาน IPE ต่อไป
วิธีการศึกษา จัดประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยใช้กระบวนการสนทนากลุ่ม เพื่อรวบรวมประเด็นต่างๆ ตาม
วัตถุประสงค์
ผลการศึกษา ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและเครือข่ายได้ร่วมมือและ
ประสานงานการจัดกิจกรรม IPE อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีปัจจัยความสำเร็จคือมีนโยบายสนับสนุนการดำเนิน
งานที่ชัดเจน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีแรงจูงใจที่ดีสำหรับประเด็นการพัฒนาเพื่อความพร้อมของการจัดกิจกรรม IPE
ด้านที่มากที่สุดคือ ความสามารถทั่วไป (general capacity) รองลงมาคือ ความสามารถเฉพาะ (innovationspecific capacity) การจัดกิจกรรมIPE ควรดำเนินการ โดยเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อให้เกิดบรรยากาศการเรียน
และฝึกปฏิบัติงานของนิสิตและนักศึกษาที่เป็นระบบในรูปแบบทีมสหสาขาวิชาชีพและสามารถผลักดันเข้าสู่
กระบวนการInterprofessional practice (IPP) ในระบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อไป
สรุป ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทายในการดำเนินงานIPEของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาล
เจ้าพระยาอภัยภูเบศรและเครือข่าย คือ แรงจูงใจที่ดี ดำเนินการโดยเครือข่ายที่เข้มแข็ง และผลักดันให้เกิด
กระบวนการ Interprofessional practice (IPP)สถาบันที่ต้องการจัดการเรียนการสอนแบบ IPE สามารถใช้
ตัวอย่างการดำเนินงานจากรายงานวิจัยนี้ไปปรับใช้ได้

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
นิพนธ์ต้นฉบับ

References

1. Kruk M. E., Gage A. D.,Arsenault C,
Jordan K.,Leslie H. H., Roder-Dewan S.,
et al. High-quality health systems in the
sustainable development goals era: time
for a revolution. The Lancet Global health.
2018; 6: e1196-e252.

2. Gilbert J. H., Yan J., Hoffman S. J. A
WHO report: framework for action
on interprofessional education and
collaborative practice. Journal of allied
health. 2010; 39 Suppl 1 :196-7.

3. Buring S. M., Bhushan A., Broeseker A.,
Conway S., Duncan-Hewitt W., Hansen
L., et al. Interprofessional education:
definitions, student competencies, and
guidelines for implementation. American
journal of pharmaceutical education. 2009;
73 :59.

4. Busari J. O., Moll F. M, Duits A.
J.Understanding the impact of
interprofessional collaboration on the
quality of care: a case report from a
small-scale resource limited health care
environment. J Multidiscip Healthc. 2017;
10: 227-34.

5. WHO. Framework for action on
Interprofessional Education & Collaborative
Practice. Geneva, Switzerland: World
Health Organization 2010.

6. ชนัตถา พลอยเลื่อมแสง, ศิรินาถ ตงศิริ, ธน
พงศ์ ภูผาลี, วิราวรรณ์ คำหวาน, อุมาภรณ์ บุพ
ไชย, สุนทรี ถูกจิตต, และคณะ. การจัดการ
เรียนการสอนร่วมสหวิชาชีพเพื่อการดูแลผู้ป่วย
สูงอายุที่บ้าน: ความร่วมมือระหว่าง 6 คณะ
แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์
สัตวแพทยศาสตร์ วิทยาการสารสนเทศ และ
สถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและ นฤมิตศิลป์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. กรุงเทพฯ: สถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2562.

7. Zechariah S., Ansa B.E., Johnson S. W.,
Gates A. M., Leo G.D. Interprofessional
Education and Collaboration in Healthcare:
An Exploratory Study of the Perspectives
of Medical Students in the United States.
Healthcare (Basel). 2019; 7: 117.

8. Lestari E., Stalmeijer R.E., Widyandana D.,
Scherpbier A. Understanding attitude of
health care professional teachers toward
interprofessional health care collaboration
and education in a Southeast Asian
country. J Multidiscip Healthc. 2018; 11:
557-71.

9. Sunguya B. F., Hinthong W., Jimba
M.,Yasuoka J. Interprofessional education
for whom? --challenges and lessons
learned from its implementation in
developed countries and their application
to developing countries: a systematic
review. PloS one. 2014; 9: e96724.

10. Bridges .D.R., Davidson R. A., Odegard P.S. ,
Maki I.V., Tomkowiak J. Interprofessional
collaboration: three best practice models
of interprofessional education. Med Educ
Online. 2011; 16: 10.3402/meo.v16i0.6035.

11. Flaspohler P., Duffy J., Wandersman
A., Stillman L.,Maras M. A. Unpacking
prevention capacity: an intersection
of research-to-practice models and
community-centered models. American
journal of community psychology. 2008;
41: 182-96.

12. Scaccia J.P., Cook B. S.,Lamont A.,
Wandersman A., Castellow J., JKatz J., et
al. A practical implementation science
heuristic for organizational readiness: R
= MC2
. J Community Psychol. 2015; 43:
484-501.

13. ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์. การจัดการศึกษาแบบ
สหสาขาวิชาชีพ. The Journal of Chulabhorn
Royal Academy. 2020; 2: 12-28.

14. สุณี เศรษฐเสถียร. รูปแบบการเรียนแบบ
สหวิชาชีพ ณ กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาล
อุดรธานี. เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร. 2558 ;25 : 65-70