ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในlสตรี ตำบลมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี
DOI:
https://doi.org/10.14456/jnsu.v21i41.246554คำสำคัญ:
ความชุก, ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กบทคัดย่อ
ภาวะโลหิตจางจาการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีผลเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลนานขึ้นและพบความเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 18 ปีในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี วิธีการศึกษาชนิดภาคตัดขวาง จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 167 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะกลุ่มตัวอย่างและหาความชุก คำนวณปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วย Chi-square, Fisher’s exact test และ multiple logistic regression
ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเท่ากับร้อยละ 10.78 พบความชุกมากในกลุ่มอายุน้อยกว่า 60 ปี มีรายได้มากกว่า 100,000บาท มีโรคเบาหวาน มีโรคความดันโลหิตสูง มีโรคไขมัน ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ใช้ยา Aspirin มีประจำเดือน กลุ่มคนทำงาน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีสถานะภาพสมรส และมี BMI อยู่ระหว่าง 23-29.99 kg/m2 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิต
จางจากการขาดธาตุ ได้แก่การใช้ยา Non-steroidal anti-inflammatory drugs(NSAIDs) โดยเฉพาะยาAspirin (ASA) เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายในการรักษาพบว่าการให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กในผู้ป่วยกลุ่มที่พบภาวะโลหิตจางร่วมกับเม็ดเลือดแดงขนาดเล็กโดยไม่ตรวจ serum ferritin สามารถคำนวณ NNT ได้เท่ากับ 2.39และการให้ยาเสริมธาตุเหล็กในผู้ป่วยกลุ่มที่พบภาวะโลหิตจางร่วมกับเม็ดเลือดแดงขนาดเล็กโดยไม่ตรวจ serum ferritin สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ได้ร้อยละ 62.3-75.8
ความชุกของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเท่ากับร้อยละ 10.78 ซึ่งต่ำกว่าการศึกษาอื่น เนื่องจากลักษณะกลุ่มประชากรที่ศึกษามีความแตกต่างกัน ระดับ serum ferritin สามารถถูกรบกวนจากโรคหรือภาวะอื่น อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมด้วย serum iron, Total Iron Binding Capacity (TIBC) และ transferrin saturation เพื่อเพิ่ม sensitivity ในการวินิจฉัยภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
เอกสารอ้างอิง
วิชัย เอกพลากร. (2557). ภาวะโลหิตจาง. ใน วิชัย เอกพลากร, การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 (หน้า 179-183). สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
Fonseca, C. (2017). Prevalence and prognostic impact of anemia and iron deficiency in patients hospitalized in an internal medicine ward: The PRO-IRON study. European journal haematology volume 99, 505-513.
KILLIP, S. (2007). Iron deficiency anemia. American Family Physician, 671-678.
Sinclair, L. M. (2005). Prevalence of iron deficiency with and without anemia in recreationally active men and women. Journal of the american dietetic association, 975-978.
Australasia, T. R. (2013). Iron studies standardised reporting protocol. Sydney: RCPA.
คณิตทรัพย์, น. (2553). ความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในผู้สูงอายุที่มีโลหิตจางและภาวะของธาตุเหล็กในผู้สูงอายุ. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต, 287-296.
กระทรวงสาธารณสุข, ส. ก. (2013.). คู่มือแนวทางการควบคุมและป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก.
พงษ์อุดม, ศ. (2559). ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะขาดธาตุเหล็กในบุคลากรหญิงของโรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต, 35-41.
ไพรสนธิ์, ป. (2017, January-March). ภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย. Thai Journal of Nursing Council Vol.32, 133-145.
Jeong-Ok Lee, J. H. (2014). Prevalence and risk factor for iron deficiency anemia in the Korean population: Result of the fifth Korea National Health and Nutrition Examination Survey. Journal of Korean Medical science , 224-229.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง
บทความ เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงวารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามทุกครั้ง