พฤติกรรมสุขภาพกับความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ผู้แต่ง

  • Chanika Srirach, Graduate students คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Chaweewon Boonshuyar, Lecturer คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Oranut Pacheun, Lecturer คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คำสำคัญ:

ความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส, พฤติกรรมสุขภาพ, โรคร่วม

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

การศึกษาเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล ประสบการณ์การรักษาและพฤติกรรมสุขภาพ กับความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มารับการรักษาต่อเนื่อง ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป จำนวน 267 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามถึงคุณลักษณะส่วนบุคคล ประสบการณ์การรักษาและพฤติกรรมสุขภาพ แบบวัดคะแนนความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square Test และ 95% CI OR ที่ระดับนัยสำคัญ 5%

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส ร้อยละ 90.6 ( 95% CI: 84.1-94.1%) เวลาในการทำงาน อาการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงจากยา การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ในปัจจุบัน และการมีโรคร่วม เป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส

เพื่อส่งเสริมให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกินยาต้านไวรัสที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ประจำคลินิกควรให้ความสำคัญกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ทำงานในเวลาไม่แน่นอน อาการแพ้ยาหรือผลข้างเคียงจากยา ไม่มีโรคร่วม และสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง

กมลรัตน์ อินทิศักดิ์. (2551). ความร่วมมือในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวี. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน, 4(1), 34-41.
ฉวีวรรณ บุญสุยา. (2544). ประชากรและการเลือกตัวอย่าง.ประมวลสาระวิชาชุดวิชา สถิติและระเบียบวิธีวิจัยในงานสาธารณสุข หน่วยที่ 8(น. 94-97). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช.
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ภาวะการณ์รักษาล้มเหลวและสงสัยว่าเกิดภาวะเชื้อดื้อต่อยาต้านไวรัส. (2552). สืบค้นเมื่อวันที่ 31ตุลาคม2558จาก https://dpc9.ddc.moph.go.th/aid.
ดวงเนตร ธรรมกุล, ศิริพร ครุฑกาศ, อุษณีย์ เทพวรชัย, &เยาวรัตน์ อินทอง. (2013). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมความต่อเนื่องสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ป่วยโรคเอดส์. JOURNAL OF HEALTH SCIENCE RESEARCH (วารสาร วิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ), 4(2), 1-11.
นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข, อนันต์ ไชยกุลวัฒนา, &สมเจตน์ เพียรคุ้ม. (2555). ปัจจัยส่วนบุคคลและสุขภาพและปัจจัยด้านแรงสนับสนุนทางสังคมที่มีความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ป่วยเอดส์ในพื้นที่ตัวอย่าง จังหวัดอำนาจเจริญ. เภสัชศาสตร์อีสาน 2555, 8(3):1-3.
ยุทธชัย ไชยสิทธิ์. (2553). พฤติกรรมสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ที่รับยาต้านไวรัสเอชไอวีตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
คลินิกโรคติดเชื้อ.(2558).โรงพยาบาลที่ทำการศึกษา สถิติการให้บริการประจำเดือนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล. (2557). การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบผู้ป่วยนอก Ambulatory Care of HIV-infected Patients. ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: บริษัท บียอนด์ เอนเทอร์ไพรซ์ จำกัด
สมนึก สังฆานุภาพ. (2549). การพัฒนาระบบบริการพยาบาล ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2558). โปรแกรมระบบสารสนเทศการให้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์แห่งชาติ(NAP). สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 จากhttps://dmis.nhso.go.th/NAPPLUS/login.do?actionName=go_home&menuActiveCode=00
สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2557). สรุปสถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวี ในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 จากhttp:www.bob.moph.go.th
สุคนธา คงศีล, กนกศักดิ์ วงศ์เป็ง, สิทธิกร รองสำลี, ศรัญยา บุญใหญ่, เบญจพร ยังวิเศษ, สุขุม เจียมตนและคณะ. (2011). การเปรียบเทียบความต่อเนื่องสม่ำเสมอ ของการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ระหว่างโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาล ศูนย์/ทั่วไป ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า.
อัศนี โชติพันธุ์วิทยากุล, สุนทรศุภพงษ์, วรวรรณ สัมฤทธิ์มโนพร.ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นกะและการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอของผู้ประกอบอาชีพที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี. วารสารโรคเอดส์, 26(1)(ตุลาคม 2556-มกราคม 2557), 47-56.
Bunjoungmanee, P., Chunloy, K., Tangsathapornpong, A., Khawcharoenporn, T., & Apisarnthanarak, A. (2014). Quality of life assessment among patients living with HIV/AIDS at a tertiary care hospital in Thailand. The Southeast Asian journal of tropical medicine and public health, 45(4), 834-842.
Chesney, M. A. (2000). Factors affecting adherence to antiretroviral therapy. Clinical Infectious Diseases, 30(Supplement 2), S171-S176.
Cioe, P. A., Gamarel, K. E., Pantalone, D. W., Monti, P. M., Mayer, K. H., & Kahler, C. W. (2016). Cigarette Smoking and Antiretroviral Therapy (ART) Adherence in a Sample of Heavy Drinking HIV-Infected Men Who Have Sex with Men (MSM). AIDS and behavior, 1-8.
Khawcharoenporn, T., Apisarnthanarak, A., Chunloy, K., & Mundy, L. M. (2013). Access to antiretroviral therapy during excess black-water flooding in central Thailand. AIDS care, 25(11), 1446-1451.
Mannheimer S., Friedland G., Matts J., C. C., & M., C. (2002). The consistency of adherence to antiretroviral therapy predicts biologic outcomes for human immunodeficiency virus-infected persons in clinical trails. Clinical Infectious Diseases, 34(8),1115-1121.
Mannheimer, S.B. (2006). The CASE adherance index: A novel method for measuring
adherance to antiretroviral therapy. AIDS care, 18:853-861.
Max, B., & Sherer, R. (2000). Management of the adverse effects of antiretroviral therapy and medication adherence. Clinical Infectious Diseases, 30(Supplement 2), S96-S116.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-02-01

รูปแบบการอ้างอิง

Srirach, C., Boonshuyar, C., & Pacheun, O. (2019). พฤติกรรมสุขภาพกับความสม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัส ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, 19(37), 39–55. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/152023