ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา หน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

ผู้แต่ง

  • สุภิดา อินทร์โท่โล่ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
  • จุธาลักษณ์ แก้วมะไฟ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

คำสำคัญ:

การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง, ความพึงพอใจ, ความวิตกกังวล, เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ ความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองกับกลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติ ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลหลังการทดลอง                                                                                

วัสดุและวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยทั้งหมด 78 คน ที่มีคำสั่งแพทย์ให้ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา เลือกกลุ่มตัวยอย่างโดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 39 คน เครื่องมือ ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ ความสามารถในการดูแลตนเอง สื่อการเรียนรู้ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ ความพึงพอใจ ความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.90–1.00 และค่าแอลฟาของครอนบาค .87–.93 เก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง ครั้งที่ 1 (วันติดเครื่อง) ครั้งที่ 2 (วันนำเครื่องมาคืน) ครั้งที่ 3 (วันฟังผล) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Independent t-test

ผลการวิจัย: หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม (59.56 ± 1.10 และ 47.79 ± 6.57 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจสูงกว่า (44.79 ± 0.52 และ 36.08 ± 5.44) ขณะที่มีคะแนนความวิตกกังวลต่ำกว่า (13.74 ± 3.96 และ 23.95 ± 5.18) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p < .001) ด้านความสมบูรณ์ของผลการตรวจ กลุ่มทดลองได้ข้อมูลครบสมบูรณ์ 39 ราย (ร้อยละ 100.00) กลุ่มควบคุม 35 ราย (ร้อยละ 89.70)

สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมนี้ช่วยเพิ่มการรับรู้ ความพึงพอใจ ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา จึงควรนำไปใช้ในหน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือดต่อไป

เอกสารอ้างอิง

Tan S, Zhou J, Veang T, Lin Q, Liu Q. Global, regional, and national burden of atrial fibrillation and atrial flutter from 1990 to 2021: sex differences and global burden projections to 2046 a systematic analysis of the Global Burden of Disease Study 2021. Europace. 2025;27(2):euaf027.

Suwanwela N C, Chutinet A, Autjimanon H, Ounahachok T, Decha-umphai C, Chockchai S, et al. Atrial fibrillation prevalence and risk profile from novel community-based screening in Thailand: a prospective multi-centre study. Int J Cardiol Heart Vasc 2021;32:100709.

Chua S K, Chen L C, Lien L M, Lo H M, Liao Z Y, Chao TF, et al. Comparison of arrhythmia detection by 24-hour Holter and 14-day continuous electrocardiography patch monitoring. Acta Cardiol Sin. 2020;36:251-9.

รัญจวน สวัสดิ์กิจ, นวรัตน์สิทธิพงศ์, วีรญา ไชยศร, อธิชา ศรไว. อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในผู้ป่วย ที่มาด้วยอาการใจสั่นและได้รับการตรวจด้วยเครื่องบันทึกคลื่น ไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง. กรุงเทพฯ: คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล; 2567.

Liu C M, Chang S L, Yeh Y H, Chung F P, Hu Y F, Chou C C, et al. Enhanced detection of cardiac arrhythmias utilizing 14-day continuous ECG patch monitoring. Int J Cardiol. 2021;332:78-84.

Chen W C, Wu Y L, Hsu Y C, Hsu J T, Tseng H P, Chen C C, et al. Comparison of continuous 24-hour and 14-day ECG monitoring for the detection of cardiac arrhythmias in patients with ischemic stroke or syncope. Clin Cardiol. 2024;47:e24247.

ณัฐฐิรา ชาญไววิทย์, อุมาวรัทย์ สาริสาย, จันทรา แก้วภักดี. บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Holter monitor) : กรณีศึกษา. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล. 2567;30(1):17-29.

Bandura A. Social foundations of thought and action. United States of America: Prentice-Hall; 1986.

Faul F, Erdfelder E, Lang A G, Buchner A. G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behav Res Methods. 2007;39(2):175–91.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

Best J W. Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1977.

อุมารังษี พิมพ์สักกะ, นฤมล อุนาภาค. ผลของโปรแกรมพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบหัวใจเต้นช้าโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี. 2563;28(3):397-412.

Shim J L, Hwang S Y. Long-term effects of nurse-led individualized education on middle-aged patients with acute coronary syndrome: a quasi-experimental study. BMC Nurs. 2017;16:59.

อริญชย์ เมตรพรมราช, รณชัย พิมพ์สวัสดิ์. ผลของระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ก่อนการตรวจสวนหัวใจต่อความพร้อมของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 2568;41(1):1-12.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-08

รูปแบบการอ้างอิง

1.
อินทร์โท่โล่ ส, แก้วมะไฟ จ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้รับการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา หน่วยตรวจพิเศษหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด . J Res Health Inno Dev [อินเทอร์เน็ต]. 8 กันยายน 2026 [อ้างถึง 9 กันยายน 2026];7(3):13-25. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/291648

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นนิพนธ์