ประสิทธิผลการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดต่อความรู้และทักษะ ของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

ผู้แต่ง

  • คัทรียา ชิณโย โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

คำสำคัญ:

การสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด, ผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการ, การพยาบาล

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการก่อนและหลังได้รับการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด

รูปแบบการวิจัย : การวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วัสดุและวิธีการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง เป็นผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการที่เข้ารับบริการในห้องตรวจเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 และไม่เคยได้รับการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองมาก่อน จำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการคือ คู่มือการสอนสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด แผนการสอน และสื่อต่างๆ เช่น หุ่นจำลอง และวิดีทัศน์ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทักษะการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน

ผลการวิจัย : ก่อนการสอนการสวนปัสสาวะ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดอยู่ในระดับต่ำ คะแนนเฉลี่ย 0.30 และ 15.00 คะแนนตามลำดับ หลังการสอนการสวนปัสสาวะกลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 12.00 และ 45.00 คะแนน ตามลำดับ คะแนนความรู้และทักษะหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .002)

สรุปและข้อเสนอแนะ : การสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดโดยพยาบาลมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และทักษะของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการ และสามารถนำไปใช้ในทางคลินิกได้

เอกสารอ้างอิง

Wyndaele J J. Complications of intermittent catheterization: Their prevention and treatment. Spinal Cord. 2016;54(6):528-32.

Lapides J, Diokno AC, Silber S J, Lowe B S. Clean intermittent self-catheterization in the treatment of urinary tract disease. J Urol. 1972;107(3):458–61.

Bandura A. Self-efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. Psychol Rev. 1977;84(2):191-215.

Schott-Baer D, Fisher L, Gregory C. Dependent care, caregiver burden, and self-care agency of spouses. Sch Inq Nurs Pract. 1995;9(1):65-73.

Lee B S, Kim D K, Choi H, Lee S J. Effects of a structured education program on urinary tract infection recurrence in patients using clean intermittent catheterization. Int Neurourol J. 2020;24(2):144-50.

ศูนย์ข้อมูลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด. สถิติผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการ ปี 2564-2567. ร้อยเอ็ด: โรงพยาบาลร้อยเอ็ด; 2567.

Yildiz S, Bagcivan G, Terzi Erdemir S, Akça Ö, Akpinar H. The effect of video-based training on the knowledge, skills, and anxiety levels of patients performing clean intermittent catheterization. Journal of Clinical Nursing. 2022;31(15-16):2245-56.

Kim M H, Cho S T, Lee K W, Cho A J, Cho S, Kim J C, et al. Effectiveness of Intensive Education for Clean Intermittent Catheterization in Patients with Neurogenic Bladder. Journal of Korean Medical Science. 2018;33(25):e165.

Pinder B, Sahai A, Fowler C J, Dasgupta P, Khan M S. Development and validation of a knowledge-based questionnaire for patients on clean intermittent self-catheterisation. Journal of Clinical Nursing. 2012;21(9-10):1244-51.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-02

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ชิณโย ค. ประสิทธิผลการสอนการสวนปัสสาวะด้วยตนเองแบบสะอาดต่อความรู้และทักษะ ของผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะพิการที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด. J Res Health Inno Dev [อินเทอร์เน็ต]. 2 เมษายน 2026 [อ้างถึง 3 เมษายน 2026];7(เพิ่มเติม 1):216-28. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/287408

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นนิพนธ์