การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้กรอบแนวคิดการจัดการตนเอง สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมสุขภาพ
คำสำคัญ:
การจัดการตนเอง, เบาหวานชนิดที่ 2, แนวปฏิบัติการพยาบาล, สมรรถนะแห่งตน, พฤติกรรมสุขภาพบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินแนวปฏิบัติการพยาบาลในการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รวมทั้งศึกษาผลของแนวปฏิบัติต่อพฤติกรรมสุขภาพ ความเชื่อมั่นในการดูแลตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development; R&D) ออกแบบในรูปแบบ กึ่งทดลอง (Quasi-experimental design)
วัสดุและวิธีการ: การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยดัดแปลงแนวคิดและขั้นตอนการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกของซูคัพ ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ (1) การค้นหาปัญหา (2) การสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ (3) การพัฒนาแนวปฏิบัติและนำไปทดลองใช้ และ (4) การนำแนวปฏิบัติที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงในหน่วยบริการ ทั้งนี้ได้สืบค้นผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 29 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.87 และค่าความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน 0.90) แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha เท่ากับ 0.85 แบบประเมินความเป็นไปได้ และความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้ แนวปฏิบัติ รวมถึงแบบสอบถามประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความเชื่อมั่นตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test
ผลการวิจัย: ผลการประเมินโดยพยาบาลวิชาชีพพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้สูงในการนำไปใช้จริงในสถานบริการสุขภาพ โดยพยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมาก (Mean = 3.71, SD. = 0.32) และประเมินตรงกันว่าแนวปฏิบัติมีความเป็นไปได้ในการใช้จริงในบริบทของหน่วยงาน โดยประเด็นที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดคือ ความเหมาะสมของแนวปฏิบัติสำหรับการนำไปใช้ (Mean = 4.67, SD. = 0.47) หลังการทดลองใช้ พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีพฤติกรรมการจัดการตนเองและความเชื่อมั่นตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.333 คะแนน ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = .001) ค่าเฉลี่ยลดลง 5.000 mg/dL และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีค่าเฉลี่ยลดลง 0.301%
สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง และมีประสิทธิผลต่อการส่งเสริมการจัดการตนเอง รวมถึงการปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ควรนำแนวปฏิบัติดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของหน่วยงานต่อไป
เอกสารอ้างอิง
International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas. 10th ed. Brussels: International Diabetes Federation; 2021.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: ศรีเมืองการพิมพ์; 2566.
บุญมี ใจดี, สมพร ศรีสุข, วราภรณ์ แก้วคำ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2564;39(2):45–58.
วราภรณ์ ศรีสุข, ชลธิชา อินทร์ทอง, นฤมล ชาญชัย. การจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ. วารสารสาธารณสุข. 2565;52(3):321–34.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา. รายงานสถานการณ์โรคเบาหวาน จังหวัดฉะเชิงเทรา ปี พ.ศ. 2565–2567. ฉะเชิงเทรา: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา; 2567.
Sukraban S. Development of evidence-based nursing practice guidelines: Integrating evidence with clinical context. Journal of Nursing Science. 2015;33(4):5–16.
Polit D F, Beck C T. Nursing research: generating and assessing evidence for nursing practice. 8th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2008.
Aromataris E, Munn Z, editors. JBI manual for evidence synthesis [Internet]. Adelaide: Joanna Briggs Institute; 2020 [cited 2026 Feb 14]. Available from: https://doi.org/10.46658/JBIMES-20-01
Institute of Medicine. Clinical practice guidelines we can trust. Washington DC: National Academies Press; 2011.
สลิดา รันนันท์, พาพร เหล่าสีนาท. การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2562;37(2):45–58.
ชลธิดา วรรณเด่นไชยรัตน์, กนกพร นทีธนสมบัติ, ทวีศักดิ์ กสิผล. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2563;38(3):112–25.
Lorig K R, Holman H R. Self-management education: history, definition, outcomes, and mechanisms. Ann Behav Med. 2003;26(1):1–7.
ปริยากร สุขสวัสดิ์. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารวิจัยทางการพยาบาล. 2564;25(1):89–103.
นวลอนงค์ รัตนบุตร. การประยุกต์แนวคิด Self-efficacy ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารสาธารณสุขชุมชน. 2566;19(2):67–81.
จารุวรรณ จิตมั่น. ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลแบบบูรณาการต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารการพยาบาลชุมชน. 2567;41(1):23–38.
ประภัสสร ใจงาม. ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลต่อทักษะการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลปฐมภูมิ. 2567;39(2):55–68.
ศิริจรรยา สาระขันธ์ทอง. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลปลาปาก. วารสารการพยาบาลคลินิก. 2567;31(1):41–54.
ศศิธร ทองมาก. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ Health Belief Model. วารสารพยาบาลชุมชน. 2568;42(1):66–80.
American Diabetes Association. Standards of medical care in diabetes - 2023. Diabetes Care. 2023; 46(Suppl 1):S1–S291.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง