ผลของกิจกรรมอบรมต่อการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายและการเข้าถึงบริการสุขภาพของวัยรุ่น LGBTQ+ ในโรงเรียนเขตเทศบาลนครขอนแก่น
คำสำคัญ:
วัยรุ่น LGBTQ+, สิทธิทางกฎหมาย, การเข้าถึงบริการสุขภาพ, กิจกรรมอบรม, สมรสเท่าเทียมบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของกิจกรรมอบรมต่อการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายและการเข้าถึงบริการสุขภาพของวัยรุ่น LGBTQ+ ในโรงเรียนเขตเทศบาลนครขอนแก่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) กลุ่มเดียววัดก่อนหลังโดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่น LGBTQ+ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 65 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือกิจกรรมอบรมและแบบสอบถามเพื่อวัดการรับรู้ ความเข้าใจ
ผลการวิจัยพบว่า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมอบรม นักเรียน LGBTQ+ มีคะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้สิทธิทางกฎหมาย (Mean = 4.48, SD = 0.55) สูงกว่าก่อนการอบรม (Mean = 3.15, SD = 0.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) คะแนนเฉลี่ยด้านความเข้าใจสิทธิทางกฎหมาย (Mean = 4.61, SD = 0.49) ก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) เมื่อเทียบกับก่อนการอบรม (Mean = 2.89, SD = 0.68) นอกจากนี้ การรับรู้ช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Mean = 4.50, SD = 0.58) และความเข้าใจในการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Mean = 4.75, SD = 0.45) หลังการอบรมก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001 ในทั้งสองด้าน) เมื่อเทียบกับก่อนการอบรม (Mean = 3.02, SD = 0.75 และ Mean = 2.78, SD = 0.70 ตามลำดับ) กิจกรรมอบรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการรับรู้ในประเด็นสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQ+ รวมถึงช่องทางและแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับนักเรียน LGBTQ+ ได้อย่างชัดเจน ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและการเข้าถึงสิทธิของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศในสถานศึกษา
เอกสารอ้างอิง
Ipsos. Global attitudes toward sexual orientation and gender identity. Ipsos Global Advisor; 2021.
United Nations Development Programme (UNDP). LGBTI inclusion index: Thailand country profile. New York: UNDP; 2024.
พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์, อาภาพร วงศ์พิวัฒน์. อุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย. วารสารสาธารณสุขศาสตร์. 2566;53(2):215–28.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์ สุขภาพประชากรหลากหลายทางเพศในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมอนามัย; 2567.
Hfocus. กรมอนามัยชี้ไทยมีประชากร LGBTQ+ ราว 4 ล้านคน ยังขาดข้อมูลเชิงระบบ. Hfocus.org; 2568.
กรมสุขภาพจิต. สถานการณ์สุขภาพจิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมสุขภาพจิต; 2562.
ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ, และคณะ. พัฒนาการและความท้าทายของวัยรุ่นที่มีความหลากหลายทางเพศ. วารสารจิตวิทยาคลินิก. 2565;34(1):45–59.
ฟองดี, และคณะ. ประสบการณ์การถูกกระทำในระดับจุลภาค (microaggressions) ของเยาวชน LGBTQ+ ในประเทศไทย. วารสารสังคมศาสตร์. 2568;40(1):89–107.
United Nations Population Fund (UNFPA) Thailand. พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: UNFPA Thailand; 2559.
ภัทรปภา พรมลา, และคณะ. การรับรู้สิทธิด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของวัยรุ่นไทยภายใต้พระราชบัญญัติการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น. วารสารกฎหมายสุขภาพ. 2565;18(2):133–48.
กรมควบคุมโรค. สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค; 2564.
กรมควบคุมโรค. รายงานเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปี 2568. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค; 2568.
ทัศนีย์ ชัยวัฒน์, และคณะ. ทัศนคติและความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ต่อบุคคล LGBTQ+. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2564;39(3):72–85.
ลภัสรดา พรหมสิทธิ์, และคณะ. ทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อบุคคลข้ามเพศ. วารสารการพยาบาลและการศึกษา. 2566;16(1):58–70.
Bandura A. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall; 1986.
สุวิมล วงศ์พฤกษ์, และคณะ. การจัดการเรียนรู้เชิงมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของวัยรุ่น. วารสารศึกษาศาสตร์. 2563;41(2):85–98.
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สมรสเท่าเทียม) พ.ศ. 2568. เล่มที่ 142 ตอนพิเศษ 6 ก; 23 มกราคม 2568.
ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น. คู่มือการสร้างความเข้าใจด้านสิทธิทางกฎหมายและบริการสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+. ขอนแก่น: ศูนย์อนามัยที่ 7; 2567.
ชนิตา รุ่งวิทยาการ, มเหศักดิ์ ภูริวัฒน์ภากร. การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่น. วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น. 2569;18(1):15-7.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
