การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ต่อภาวะครรภ์เป็นพิษในโรงพยาบาลชุมชน

ผู้แต่ง

  • ศนิชา แซ่อึ้ง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ทิวาวรรณ เทพา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

คำสำคัญ:

ภาวะครรภ์เป็นพิษ, แนวปฏิบัติทางการพยาบาล, หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง, โรงพยาบาลชุมชน

บทคัดย่อ

  ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของการตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของมารดาและทารก การคัดกรองและการดูแลหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบในระดับโรงพยาบาลชุมชนจึงมีความสำคัญ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษในบริบทโรงพยาบาลชุมชน โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด Iowa Model ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ (1) การพัฒนาแนวปฏิบัติจากหลักฐานเชิงประจักษ์และบริบทหน่วยงาน (2) การทดลองใช้แนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการในคลินิกฝากครรภ์ 12 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ให้บริการในคลินิกฝากครรภ์ 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษและแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติ คะแนนความรู้ของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001; Cohen’s d = 1.84) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกด้าน (p < .05) พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติมีความพึงพอใจและความมั่นใจในการนำไปใช้ในระดับมาก

  แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นแสดงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชน และมีศักยภาพในการเสริมสร้างความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษานำร่อง ขนาดตัวอย่างจำกัด และยังไม่ได้ออกแบบเพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก จึงควรมีการศึกษาที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และติดตามต่อเนื่องจนสิ้นสุดการตั้งครรภ์เพื่อประเมินผลต่อการเกิดและความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษ

เอกสารอ้างอิง

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย: ฉบับครบรอบ 50 ปี. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2022.

สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. อัตราส่วนการตายมารดาไทยต่อการเกิดมีชีพแสนคน [Internet]. นนทบุรี: กรมอนามัย; 2024 [cited 2025 Feb 4]. Available from: https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/mmr/changwat?year=2022&rg=10

Goyal D, Bhati I, Rana S. Determinants of preeclampsia at a tertiary care hospital. Int J Med Sci. 2020;19:56-61.

Vera-Ponce VJ, Loayza-Castro JA, Ballena-Caicedo J, Valladolid-Sandoval LAM, Zuzunaga-Montoya FE, Gutierrez De Carrillo CI. Global prevalence of preeclampsia, eclampsia, and HELLP syndrome: a systematic review and meta-analysis. Front Reprod Health. 2025;7:1706009. doi:10.3389/frph.2025.1706009.

Vats H, Saxena R, Sachdeva MP, Walia GK, Gupta V. Impact of maternal pre-pregnancy body mass index on maternal, fetal and neonatal adverse outcomes in worldwide populations: a systematic review and meta-analysis. Obes Res Clin Pract. 2021;15(6):536-45. doi:10.1016/j.orcp.2021.10.005.

Carter EB, Conner SN, Cahill AG, Rampersad R, Macones GA, Tuuli MG. Impact of fetal growth on pregnancy outcomes in women with severe preeclampsia. Pregnancy Hypertens. 2017;10:1-6.

World Health Organization. WHO recommendations on antiplatelet agents for prevention of pre-eclampsia [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2021 [cited 2026 Feb 11]. Available from: https://iris.who.int

Igbokwe U, Abdullahi H, Musa A, et al. Knowledge, attitude, and practice of pre-eclampsia/eclampsia preventive measures among pregnant women in selected primary health care facilities in Kano State: a cross-sectional study. Res Sq [Preprint]. 2024. doi:10.21203/rs.3.rs-4034471/v1.

Gingras-Charland ME, Côté AM, Girard P, Grenier A, Pasquier JC, Sauvé N. Pre-eclampsia educational tool impact on knowledge, anxiety, and satisfaction in pregnant women: a randomized trial. J Obstet Gynaecol Can. 2019;41(7):960-70.

Mekie M, Bezie M, Melkie A, Addisu D, Chanie ES, Bayih WA, et al. Perception towards preeclampsia and perceived barriers to early health-seeking among pregnant women in selected hospitals of South Gondar Zone, Northwest Ethiopia: a qualitative study. PLoS One. 2022;17(8):e0271502.

Strassberg ER, Fisher S, Mackeen AD, Sun H, Paglia MJ. Comparison of different methods of patient education on preeclampsia: a randomized controlled trial. J Matern Fetal Neonatal Med. 2022;35(13):2507-11.

Brown CG. The Iowa Model of Evidence-Based Practice to promote quality care: an illustrated example in oncology nursing. Clin J Oncol Nurs. 2014;18(2):157-9.

บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น; 2017.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

27-04-2026

รูปแบบการอ้างอิง

1.
แซ่อึ้ง ศ, เทพา ท. การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ต่อภาวะครรภ์เป็นพิษในโรงพยาบาลชุมชน. วารสารศอ.7 [อินเทอร์เน็ต]. 27 เมษายน 2026 [อ้างถึง 29 เมษายน 2026];18(1):166-78. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285148

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย