การวิจัยและพัฒนา OPOL–Maternal Safety System: ระบบป้องกันการตายมารดา แบบ One Province One Labor Room ในเขตสุขภาพที่ 7
คำสำคัญ:
ระบบป้องกันการตายมารดา, OPOL–Maternal Safety System, การตายมารดาบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวิจัยและพัฒนา OPOL–Maternal Safety System: ระบบป้องกันการตายมารดาแบบ One Province One Labor Room ในเขตสุขภาพที่ 7 มี 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหา 2) พัฒนาระบบป้องกันการตายมารดา 3) นำระบบฯ ไปใช้เพื่อตรวจสอบประสิทธิผล และ 4) ประเมินผลปรับปรุงแก้ไข และยืนยันคุณภาพ โดยมีเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลแนวคำถามสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพของระบบฯ ทักษะการปฏิบัติสมรรถนะและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานChi-square test, Wilcoxon sign rank test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) OPOL–Maternal Safety System มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ปัจจัยนำเข้ามี 5 ประเด็น คือ นโยบายและแผนพัฒนางานบทบาทและหน้าที่คณะกรรมการ และการสนับสนุน(2) กระบวนการ OPOL–Maternal Safety System ได้แก่ มาตรฐานการดูแลร่วมกันทั้งจังหวัด การมีส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ การพัฒนาสมรรถนะระบบเรียนรู้จากข้อมูลจริงและเหตุการณ์สำคัญ (3) ผลลัพธ์ เป็นการกำหนดตัวชี้วัดการตายมารดา 3 มิติคือ โครงสร้างกระบวนการ และผลลัพธ์ 2) หลังใช้ระบบฯ พบว่าอัตราการตายมารดาต่ำกว่าก่อนใช้ระบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และบุคลากรร้อยละ 100 ปฏิบัติ ตามแนวปฏิบัติ บุคลากรมีคะแนนเฉลี่ยของสมรรถนะสูงกว่าก่อนใช้ระบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อคุณภาพระบบฯ ในระดับดีร้อยละ 85.0 และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก (= 4.35, SD=0.87) สรุปผลการศึกษาควรนำ OPOL–Maternal Safety System ไปใช้ในการป้องกันการตายมารดาแบบเชิงรุกที่มีมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมโยงสู่ระดับเขตสุขภาพยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
ยงเจือ เหล่าศิริถาวร. การตายของมารดาในประเทศไทย. ใน: สถานการณ์สุขภาพในประเทศไทย ฉบับที่ 2. นนทบุรี: สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ; ไม่ปรากฏปี. [อินเทอร์เน็ต]. เข้าถึงเมื่อ 20 มี.ค. 2567. เข้าถึงได้จาก: https://www.hiso.or.th/hiso/picture/bro/PDF/lesson2.pdf.
World Health Organization. Trends in maternal mortality 2000 to 2020: estimates by WHO, UNICEF, UNFPA, World Bank Group and UNDESA/Population Division. Geneva: World Health Organization; 2023. [Internet]. Accessed 24 Mar 2024. Available from: https://data.unicef.org/resources/trends-in-maternal-mortality-2000-to-2020.
ธิดีพร พันธุ์บ้านแหลม, วัฒนา ชยธวัช, พิศมร กองสิน. การพยากรณ์จำนวนมารดาตายจากการคลอดบุตรในประเทศไทย. วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม. 2567;4(2):38-51.
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. การวิเคราะห์สถานการณ์การตายมารดาไทยประจำปีงบประมาณ 2567 จากระบบเฝ้าระวังการตายมารดา. [อินเทอร์เน็ต]. 2567. เข้าถึงเมื่อ 20 มี.ค. 2567. เข้าถึงได้จาก: https://hp.anamai.moph.go.th
ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น, กระทรวงสาธารณสุข. เอกสารสรุปรายงานการประชุมคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก เขตสุขภาพที่ 7 ปีงบประมาณ 2566–2567. ขอนแก่น: ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น; 2567.
Anderson T. Theories for learning with emerging technologies. In: Anderson T, editor. The theory and practice of online learning. Canada: Athabasca University Press; 2016. p.35-64.
Bertalanffy VL. General system theory: foundations, development, applications. New York: George Braziller; 1969.
Donabedian A. An introduction to quality assurance in health care. New York: Oxford University Press; 2003.
บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น; 2560.
นรินทร์รัตน์ แก้วลา, พัชรีภรณ์ ฤทธิ์รักษา, วรินทรัตน์ ขันธสะอาด. สถานการณ์มารดาตายในจังหวัดขอนแก่น. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น. 2566;5(1):17-8.
Huang C, et al. Maternal hypertensive disorder of pregnancy and mortality in observational studies. BMJ. 2022;379:bmj-2022-072157.
Smith H, et al. Interprofessional teamwork and maternal safety. BMC Pregnancy Childbirth. 2017;17:318.
Main EK, et al. Reduction of severe maternal morbidity from hemorrhage using a statewide quality improvement initiative. Am J Obstet Gynecol. 2017;216(3) :298.e1-298.e11.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
