ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง
คำสำคัญ:
โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, กลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรังบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง อำเภอปากชม จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง อายุ 40-60 ปี ที่อาศัยในเขตบริการของหน่วยบริการปฐมภูมิห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 32 คน และกลุ่มทดลอง 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ผลการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่า CVI เท่ากับ 0.85 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ค่า CVI เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.94 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ เท่ากับ 0.89
ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ดังนั้นโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรังได้
เอกสารอ้างอิง
กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล, บรรณาธิการ. ระบาดวิทยาและการทบทวนมาตรการป้องกันโรคไตเรื้อรัง. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค; 2565.
กรมควบคุมโรค. รณรงค์“วันไตโลก” 2567. [อินเทอร์เน็ต]. 2567[เข้าถึงเมื่อ 12 ก.ค. 2568]. เข้าถึงได้ จาก: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=41551&d eptcode= brc&news_views=11773
ระบบฐานข้อมูลสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 29 ส.ค. 2567]. เข้าถึงได้ จาก: https://hdc.moph.go.th/lei/public/standard-subcatalog/ 6a1fdf282fd28180eed7d1cfe0155e11
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านสงาว. สถิติโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านสงาว. เลย:โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพบ้านสงาว; 2567.
Kovesdy CP. Epidemiology of chronic kidney disease: an update 2022. Kidney Int Suppl (2011). 2022 Apr;12(1):7-11. doi: 10.1016/j.kisu.2021.11.003. Epub 2022 Mar 18. PMID: 35529086; PMCID: PMC9073222.
Hill NR, Fatoba ST, Oke JL, Hirst JA, O’Callaghan CA, Lasserson DS, et al. Global Prevalence of Chronic Kidney Disease – A Systematic Review and Meta-Analysis. Remuzzi G, editor. PLoS One 2016; 11(7): e0158765.
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. การประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของประชาชนไทย ประจำปี 2563. นนทบุรี: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2563.
สายฝน สารินทร์, สุทธพีร มูลศาสตร์, วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี. ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2019;86(1): 86-101.
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University. Thai CKD risk score [Internet]. Bangkok: Mahidol University; 2016 [cited 29 Aug 2567]. Available from: https://www.rama.mahidol.ac.th/kidney_disease_risk
อรุณ จิรวัฒน์กุล. สถิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์; 2553
วีลดา พันจันทร์, อรวรรณ แก้วบุญชู, ทัศนีย์ รวิวรกุล และรัตนา ชวนะสุนทรพจน์ .(2562).ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-2. วารสารพยาบาลสาธารณสุข, 33(3), 47-59.
อรุณ จิรวัฒน์กุล. สถิติในการวิจัย เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์; 2557
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง, จำเนียร โลหชุณโสภาค. การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข. วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก. 2564;32(2):1-15.
ภาสกร อุ่นคํา และศุภนิตย์ ปิ่นคํา. ประสิทธิผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมเสี่ยงโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี. 2567;12(2):53-69.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
