ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ของนักศึกษา
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์, นักศึกษา, ปัจจัย, การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาความรอบรู้ พฤติกรรม และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ของนักศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 367 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม ระหว่างเดือน ธันวาคม 2567 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ เชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอย โลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value < 0.05 ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ในภาพ รวม อยู่ในระดับต่ำ ( =125.24;SD=11.21) พฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับต่ำ ( =21.80;SD=4.36) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้ง ครรภ์ พบว่า สาขาทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ (OR=1.61, 95%CI=1.06-2.46) อาชีพของบิดามารดา ที่รับราชการและรัฐวิสาหกิจ (OR=2.45, 95%CI=1.30-4.65) (OR=5.10, 95%CI=3.12-8.32) การ เข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (OR=2.10, 95%CI=1.36-3.26) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของ ตนเอง (OR=1.65, 95%CI=1.06-2.56) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (OR=3.06, 95%CI=1.92- 4.86) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่มีโอกาสในการมีพฤติกรรมการการป้องกันการตั้งครรภ์ (OR=2.41, 95%CI=1.55-3.77) มีโอกาสในการมีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ P-value< 0.05 ดังนั้นในสถานศึกษาจึงควรเสริมสร้างให้นักศึกษามีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือในหลักสูตรการเรียนหรอื จัดโปรแกรมสง่ เสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ให้กับนักศึกษาหรือวัยรุ่น
เอกสารอ้างอิง
ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี. รายงาน สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปี 2566. อุบลราชธานี: กระทรวงสาธารณสุข; 2567.
กรมอนามัย. รายงานสถานการณ์แม่วัยรุ่น ประเทศไทย ปี 2566. กรุงเทพฯ: สำนักส่ง เสริมสุขภาพ กรมอนามัย; 2567.
United Nations Population Fund (UNFPA). Adolescent pregnancy: A review of the evidence. Bangkok: UNFPA Thailand; 2022.
United Nations Population Fund (UNFPA). Adolescent pregnancy in Thailand: Situation and policy response. Bangkok: UNFPA Thailand; 2022.
Sørensen K, Van den Broucke S, Fullam J, Doyle G, Pelikan J, Slonska Z, et al. Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health. 2012;12:80.
Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000;15(3):259-67.
พัชรีพร จงใจธรรม. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ของ วัยรุ่นในเขตเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสาธารณสุขชุมชน. 2565;18(2): 15-28.
Kirby D. Emerging Answers: Research Findings on Programs to Reduce Teen Pregnancy. Washington, DC: National Campaign to Prevent Teen Pregnancy; 2007.
พัชรินทร์ ศรีจันทร์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ใน นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารพยาบาล สาธารณสุข. 2564;35(3):45-57.
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ. จำนวน นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 7 ก.ค. 2567]. เข้าถึงจาก: https://www.oass. sskru.ac.th/OASS.html 11. Wayne WD. Biostatistics: A foundation of analysis in the health sciences. 6th ed. New York: John Wiley & Sons, Inc.; 1995. p.180.
ชวัล วินิจชัยนันท์, ปรีชา วิจิตรธรรมรส. ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการ ป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นหญิง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา. 2560;23(2):102-14.
Cronbach LJ. Essential of psychology testing. New York: Harper; 1984. 14. ศิริพร วุฒิพันธุ์. พฤติกรรมทางเพศของ วัยรุ่นไทย: แนวโน้มและความเสี่ยง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพชุมชน. 2562;13(1):45–57.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
