การประยุกต์ใช้เครื่องมือมาตรฐานและสถานการณ์การจัดการด้านยาในโรงเรียนจังหวัดสตูล
Main Article Content
บทคัดย่อ
ความสำคัญ: การจัดการด้านยาในโรงเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบบริการสุขภาพในโรงเรียน ซึ่งมีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว สถานศึกษาจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนงานสุขภาพอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบในการจัดการด้านยาหลายประการ เช่น การไม่มีรายการยามาตรฐาน การจัดเก็บยาในสภาวะที่ไม่เหมาะสม การจัดสำรองยาอันตรายหรือยาเสื่อมสภาพ บุคลากรขาดความรู้ และการขาดเอกสารหรือข้อมูลที่แสดงภาระงานที่แท้จริง
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินเครื่องมือมาตรฐานการจัดการด้านยาในโรงเรียน ศึกษาสถานการณ์การจัดการด้านยาในโรงเรียนจังหวัดสตูล และวัดความสอดคล้องของการประเมินระหว่างเภสัชกรและบุคลากรโรงเรียน
วิธีการวิจัย: การวิจัยนี้ใช้รูปแบบผสมผสานลำดับสำรวจ (exploratory sequential design) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อประเมินเครื่องมือประเมินการจัดการด้านยาในโรงเรียน (ประกอบด้วยเกณฑ์ 3 หมวด รวม 51 ข้อ) ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 12 คน ประกอบด้วย เภสัชกรปฐมภูมิ ครูพยาบาล และตัวแทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด โดยใช้เทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud technique) ผ่านชุดคำถาม 8 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาร (thematic analysis) ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาเชิงปริมาณเพื่อสำรวจสถานการณ์จริง โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือที่ผ่านการปรับปรุงแล้วกับโรงเรียนในจังหวัดสตูลทั้งหมด 220 แห่ง ได้รับแบบสำรวจกลับจากครูพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายจำนวน 42 แห่ง (อัตราการตอบกลับร้อยละ 19.09) และทำการลงพื้นที่ประเมิน ณ สถานที่จริง (on-site evaluation) ร่วมกันระหว่างเภสัชกรและครูพยาบาลในโรงเรียนตัวอย่าง 9 แห่ง เพื่อทดสอบความน่าเชื่อถือด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's alpha) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568
ผลการศึกษา: ผลระยะที่ 1 ผู้เข้าร่วมวิจัยมีมุมมองเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเห็นว่าแบบประเมินเข้าใจง่าย มีเนื้อหาชัดเจน และช่วยชี้เป้าหมายข้อบกพร่องวิกฤต (critical defect) เพื่อการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนได้ดี อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอแนะให้ปรับลดภาษาทางวิชาการที่ยากเกินไป และควรบูรณาการร่วมกับระบบประเมินอื่นเพื่อลดภาระงานเอกสาร รวมถึงข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ ผลระยะที่ 2 ด้านสถานการณ์จริงพบว่า โรงเรียนมีความพร้อมในบางด้าน เช่น มีห้องพยาบาลเป็นสัดส่วน ร้อยละ 85.7 มีการซักประวัติและบันทึกข้อมูลอาการเจ็บป่วย ร้อยละ 95.2 แต่พบข้อบกพร่องวิกฤตเชิงระบบที่สำคัญ ได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบงานห้องพยาบาลปฏิบัติงานเพียงลำพัง ร้อยละ 66.7 และเกือบทั้งหมด ร้อยละ 85.7 ไม่เคยได้รับการอบรมด้านยาในรอบ 1 ปี อีกทั้งมีโรงเรียนเพียงร้อยละ 59.5 ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิห้องคลังเก็บยาไม่ให้เกิน 30 oC ได้ สำหรับผลตรวจสอบความสอดคล้องของการประเมิน (reliability test) ระหว่างเภสัชกรและครูพยาบาลในโรงเรียน 9 แห่ง พบว่าค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ในระดับสูงมากถึงสมบูรณ์ (0.82 – 1.00) โดยมี 4 โรงเรียนที่แสดงความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบ (alpha = 1.00)
สรุป: ผลการวิจัยยืนยันว่าเครื่องมือประเมินมาตรฐานนี้มีคุณภาพ ความตรง และความน่าเชื่อถือสูง สามารถสะท้อนสถานการณ์จริงของการจัดการด้านยาในโรงเรียนได้อย่างแม่นยำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำเครื่องมือนี้ไปบูรณาการเป็นนโยบาย และเร่งพัฒนาศักยภาพครูพยาบาลควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยด้านยาของนักเรียนอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
1.SHS in the context of school health and HPS. WHO guideline on school health services. Geneva: World Health Organization; 2021. p. 6.
2.Consensus Statement - Core Tenets of Chronic Condition Management in Schools. American Academy of Pediatrics; 2021. p. 1-14.
3.Suthakul N., Lerkiatbundit S. Development of a Tool for Evaluating the Quality of Medication Management in Schools. Thai Journal of Pharmacy Practice 2025;17(4):884-918.
4.Number of students classified by educational level of children and youth, Semester 1, Academic Year 2022. Satun: Satun Provincial Education Office; 2022.
5.Satun Provincial Statistical Report. Satun Provincial Statistical Office; 2023.
6.Number of Schools in Satun province, Semester 1, Academic Year 2022. Satun: Satun Provincial Education Office; 2022.
7.Blandford A., Adams A., Attfield S., Buchanan G., Gow J., Makri S., et al. The PRET a Rapporter Framework: Evaluating Digital Libraries from the Perspective of Information work. Information Processing and Management. 2008;44(1):4-21.
8.Aekpanngernkul R., Chowwanapoonpohn H. Medication Management Situations in Schools at Chiang Rai Province. Thai Journal of Pharmacy Practice 2024;16(1):217-29.
9.Yimlamai A., Chanthapasa K. Medication management in the schools in Phrayuen District, Khon Kaen Province. Isan Journal of Pharmaceutical Sciences 2016;11((Special Issue)):218-28.
10.Apaisoongnern A., Chanthapasa K. Medication management in school: A case study in high school at Roi Et Province: Khon Kaen University; 2019.