การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลชนบท จังหวัดขอนแก่น
คำสำคัญ:
โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3, รูปแบบการดูแล, chronic care model, โรงพยาบาลชนบทบทคัดย่อ
ความเป็นมา: การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่ไม่เหมาะสมนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะท้าย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและเป็นภาระต่อระบบสุขภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การดูแลและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสื่อมของไต 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลชนบท จังหวัดขอนแก่น
วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยและพัฒนาดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ประเมินสถานการณ์โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม และวิเคราะห์เวชระเบียนย้อนหลัง ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแล ระยะที่ 3 นำรูปแบบไปใช้และประเมินผลเปรียบเทียบก่อน-หลัง และระยะที่ 4 ประเมินและยืนยันคุณภาพรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ผู้ดูแล และเวชระเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย: ผู้ป่วยร้อยละ 38.0 มีภาวะไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำ การดื่มแอลกอฮอล์ ระดับกรดยูริกและไขมันในเลือดสูง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบตามแนวคิด Chronic Care Model ได้แก่ ระบบสุขภาพ การออกแบบบริการ การสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศทางคลินิก การจัดการตนเอง และการเชื่อมโยงชุมชน หลังใช้รูปแบบ 6 เดือน พบว่าผู้ป่วยมีทักษะการจัดการตนเองและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าอัตราการกรองของไตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 85.0 มีอัตราการลดลงของ eGFR น้อยกว่า 5 mL/min/1.73 m²/ปี การควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และผู้ป่วยพึงพอใจต่อการดูแลในระดับสูง
สรุป: รูปแบบการดูแลตามแนวคิด chronic care model มีประสิทธิภาพในการชะลอการเสื่อมของไตและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้
เอกสารอ้างอิง
Francis A, Harhay MN, Ong ACM, Tummalapalli SL, Ortiz A, Fogo AB, et al. Chronic kidney disease and the global public health agenda: an international consensus. Nat Rev Nephrol 2024;20:473-85. doi: 10.1038/s41581-024-00820-6..
Shrestha N, Gautam S, Mishra SR, Virani SS, Dhungana RR. Burden of chronic kidney disease in the general population and high-risk groups in South Asia: A systematic review and meta-analysis. PLoS One 2021;16:e0258494.
Luyckx VA, Cherney DZ, Bello AK. Preventing CKD in developed countries. Kidney Int Rep. 2020;5:263-77.
กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล. ระบาดวิทยาและการทบทวนมาตรการป้องกันโรคไตเรื้อรัง [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 15 มี.ค. 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1308820220905025852.pdf
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น. สถิติผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลชนบท จังหวัดขอนแก่น [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 7 ม.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://hdc.moph.go.th/center/public/main
James MT, Hemmelgarn BR, Tonelli M. Early recognition and prevention of chronic kidney disease. Lancet 2010;375:1296-309.
ชลาภัทร คำพิมาน, พัฒนชัย รัชอินทร์. ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 1 ถึง 3 ตำบลดงขวาง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม. วารสารโรงพยาบาลนครพนม 2560;4:42-49.
วสันต์ พนธารา. ผลการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และระยะที่ 4ในคลินิกโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลตากฟ้า. สวรรค์ประชารักษ์เวชสาร 2563;17:43-51.
สมคิด สุภาพันธ์. การพัฒนารูปแบบการชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงด้วยการจัดการรายกรณีโรงพยาบาลภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2562;28:857-66.
Allen AS, Forman JP, Orav EJ, Bates DW, Denker BM, Sequist TD. Primary care management of chronic kidney disease. J Gen Intern Med 2011;26:386-92.
Sequist TD, Fitzmaurice GM, Marshall R, Shaykevich S, Marston A, Safran DG, et al. Cultural competency training and performance reports to improve diabetes care for black patients: a cluster randomized, controlled trial. Ann Intern Med 2010;152:40-6.
Abdel-Kader K, Greer RC, Boulware LE, Unruh ML. Primary care physicians' familiarity, beliefs, and perceived barriers to practice guidelines in non-diabetic CKD: a survey study. BMC Nephrol 2014;15:64.
Wagner EH. The role of patient care teams in chronic disease management. BMJ. 2000;320:569.
จรูญ บุญธกานนท์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการกรองของไตอย่างรวดเร็ว ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-4 โรงพยาบาลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 2566;17:13-27.
Ingsathit A, Thakkinstian A, Chaiprasert A, Sangthawan P, Gojaseni P, Kiattisunthorn K, et al. Prevalence and risk factors of chronic kidney disease in the Thai adult population: Thai SEEK study. Nephrol Dial Transplant 2010;25:1567-75.
Kazancioğlu R. Risk factors for chronic kidney disease: an update. Kidney Int Suppl. 2013;3:368-71.
Levin A, Stevens PE, Bilous RW, Coresh J, de Francisco ALM, de Jong PE, et al. Kidney disease: Improving Global Outcome (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2012 clinical practice guideline for the evaluation and management of chronic kidney diseases. Kidney Int Suppl 2013;3:1-150.
อนุชา ไทยวงษ์, อัจฉรา มีนาสันติรักษ์, กัญญาพัชร บัณฑิตถาวร, ปรียาภัทร์ ชนะผลชัยภักดิ์. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรอบรู้ทางสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะก่อนการบำบัดทดแทนไต. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ.2565;40:44-53.
อริสรา สิทธิจันทร์เสน, อนุชา ไทยวงษ์, นันท์ชญาน์ นฤนาทธนาเสฏฐ์, อุไรวรรณ ประเสริฐสังข์, มะรีวัล ไหลหาโคตร์, โชติรส ฤกษ์ดี และคณะ. การพัฒนารูปแบบของหลักสูตรโรงเรียนรักษ์ไตวิทยา โรงพยาบาลมหาสารคาม. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 2568;8:5-24.
ปฐมพร ศิรประภาศิริ, สันติ ลาภเบญจกุล. คู่มือการจัดบริการคลินิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูงวิถีใหม่แบบยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (สำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน) [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 7 ม.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://www.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Practice_guidelines/Attach/25630715154231PM_new%20normal%20integrated%20people%20health%20service%20in%20DM%20HT(final%2030.6.63).pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในวิทยาลัยพยาบาลฯ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับบทความแต่ละเรื่องผู้เขียนจะรับผิดชอบของตนเอง
