ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน

ผู้แต่ง

  • สุมาลี สีส่วน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
  • ศกุนตลา อนุเรือง คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำสำคัญ:

การให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัย, ความวิตกกังวล, สมาชิกครอบครัว , โรคหลอดเลือดสมอง

บทคัดย่อ

การให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัย (Concrete-objective information) เป็นกระบวนการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อช่วยให้บุคคลสร้างภาพในจินตนาการและโครงสร้างความรู้สำหรับควบคุมการตอบสนองของตนเองเมื่อเผชิญสถานการณ์คุกคาม การวิจัยกึ่งทดลองนี้ (Quasi-experimental research) ใช้รูปแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (Two-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกครอบครัวผู้ป่วยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลฯ และแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Independent t-test และ Paired t-test

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉินในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p < 0.05) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม – ปรนัยผ่านสื่อวิดีทัศน์ ต่อความวิตกกังวล สามารถลดความวิตกกังวลของสมาชิกสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉินได้ ดังนั้น จึงควรนำโปรแกรมการตอบสนองความต้องการของครอบครัวไปใช้ เพื่อลดความวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เอกสารอ้างอิง

Kim J, Thayabaranathan T, Donnan GA, Howard G, Howard VJ, Rothwell PM, et al. Global stroke statistics 2019. Int J Stroke 2020;15:819-38.

Lukmanulhakim L, Afriyani A, Haryani A. Caring efficacy and nurse caring behavior in taking care of critical patients. Jurnal Ners 2019;14:55. doi: 10.20473/jn.v14i1.9664.

นิพนธ์ วาตาดา. ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนร่วมกับการฟังดนตรีต่อความวิตกกังวลหลังการสวนหลอดเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2560.

Spielberger CD. State-trait anxiety inventory for adults. Palo Alto (CA): Consulting Psychologists Press; 1983.

Zhao J, Zeng Z, Yu J, Xu J, Chen P, Chen Y, et al. Effect of main family caregiver’s anxiety and depression on mortality of patients with moderate-severe stroke. Scientific reports 2021; 11:2747-9. doi:10.1038/s41598-021-81596-8

Beck AT, Alford BA. Depression: causes and treatment. Philadelphia: University of Pennsylvania Press; 2009.

ปฐมวดี สิงห์ดง, ชนกพร จิตปัญญา. การดูแลญาติของผู้ป่วยวิกฤต: มุมมองของญาติ. วารสารมหาวิทยาลัยเจ้าฟ้า นิราธารัส 2011;3:17–32.

Khowtong W, Sukonthasarn A, Wangsrikhun S. Effectiveness of caring for acute critically ill patients based on family-centered care concept in the emergency department. Nurs J 2019; 46:176-87.

Johnson JE. Self-regulation theory and coping with physical illness. Res Nurs Health 1999;22:435-48.

พิจิตรา เล็กดำรงกุล, คนึงนิจ พงศถาวรกมล, นพดล ศิริธนารัตนกุล, ศิวพร ศิริภูล, เพ็ญใจ จิตรนำทรัพย์. ผลของโปรแกรมให้ข้อมูลเชิงรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลและภาวการณ์ทำหน้าที่ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด 2563;38:19-34.

อลงกรณ์ อักษรศรี, วัลยา ธรรมพนิชวัฒน์, ไข่มุกข์ วิเชียรเจริญ, พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม. ผลของการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวลและการมีส่วนร่วมในการดูแลบุตรของบิดามารดาใน หอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก. วารสารการพยาบาลไทย 2555;30:80–9.

น้ำทิพย์ ประสิทธิการ, วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์, อรพรรณ โตสิงห์, ดนุลดา จามจุรี. ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเตรียมความพร้อมญาติผู้ป่วยในการเผชิญภาวะวิกฤตของผู้ป่วยต่อการตอบสนองความต้องการของญาติผู้ป่วยขณะอยู่ในหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2553.

Polit DF, Beck CT. Nursing research: generating and assessing evidence for nursing practice. 9th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer Health/Lippincott Williams & Wilkins; 2008.

สุญาดา อรวงศ์ไพศาล, จงจิต เสน่หา, อัจฉริยา พ่วงแก้ว, ครองวงศ์ มุสิกถาวร. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนด้านข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนต่อความวิตกกังวลของญาติผู้ป่วยเร่งด่วนในห้องฉุกเฉิน. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2566;41:34–49.

ประยงค์ ทับทิม. ความต้องการและการได้รับการตอบสนองความต้องการของสมาชิกครอบครัวผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยบูรพา; 2551.

Hsiao PR, Redley B, Hsiao YC, Lin CC, Han CY, Lin HR. Family needs of critically ill patients in the emergency department. Int Emerg Nurs 2017;30:3-8.

Yildirim T, Özlü ZK. Needs of critically ill patients' relatives in emergency departments. Nurs Midwifery Stud 2018;7:33-8.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-01-19

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สีส่วน ส, อนุเรือง ศ. ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน. J Health Sci BCNSP [อินเทอร์เน็ต]. 19 มกราคม 2026 [อ้างถึง 5 กุมภาพันธ์ 2026];10(1):e281859. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsp/article/view/281859

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย