ประสิทธิผลของโปรแกรมการเพิ่มพูนความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังในตำบลบ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ผู้สูงอายุ, โรคเรื้อรังบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และ 2) เปรียบเทียบประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ตำบลบ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจำนวน 30 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ บูรณาการกิจกรรมกลุ่มสัปดาห์ที่ 1–2 (สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง) และ 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ครอบคลุมทักษะ 6 ด้าน จำนวน 42 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เฉลี่ยเท่ากับ 0.81 และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test หลังตรวจสอบการแจกแจงปกติของข้อมูล ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.30) อายุ 60-69 ปี (ร้อยละ 60.00) ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 66.17, SD = 5.65) โดยด้านการสื่อสารข้อมูลสุขภาพ ( = 13.07, SD = 1.62) และการรู้เท่าทันสื่อ ( = 16.57, SD = 2.37) มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ในระดับน้อย หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก ( = 106.73, SD = 6.37) โดยทุกองค์ประกอบรายด้านมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป: โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพที่บูรณาการกิจกรรมกลุ่มร่วมกับการติดตามเยี่ยมบ้าน ช่วยเพิ่มคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทักษะการจัดการตนเองและการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นแนวทางในการเสริมสร้างพลังอำนาจให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global age-friendly cities: a guide. Geneva: World Health Organization; 2007.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 16 มี.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://shorturl.asia/NHCGj
ปราโมทย์ ประสาทกุล, ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, จงจิตต์ ฤทธิรงค์, เฉลิมพล แจ่มจันทร์, ศุทธิดา ชวนวัน, สุภรต์ จรัสสิทธิ์, และคณะ. สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย; 2562.
World Health Organization. Risk factors: Behavioural risk factors [Internet]. 2022 [cited 2026 Jan 11]. Available from: https://shorturl.asia/FvYpl
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570 [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 16 พ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://shorturl.asia/zvgtA
Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int 2000;15(3):259-67.
Kobayashi LC, Smith SG, O'Conor R, Curtis LM, Park D, Wagner CV, et al. The role of cognitive function in the relationship between age and health literacy: a cross-sectional analysis of older adults in Chicago, USA. BMJ Open 2015;5(4).
วรารัตน์ ทิพย์รัตน์, โสภิต สุวรรณเวลา. ความฉลาดทางด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง. รายงานการวิจัย. ตรัง: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง; 2560.
นัชชา เรืองเกียรติกุล. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทย. วารสารกรมการแพทย์ 2565;47(1):80-6.
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฉาง. รายงานประชากรรายหมู่บ้าน ในฐานข้อมูล JHCIS ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2563. ปทุมธานี: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฉาง; 2563.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก 3 อ. 2 ส. ของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ; 2561.
Cohen J. A power primer. Psychol Bull 1992;112(1):155-9.
Luna CA, Rondina JQ, Dazo NV. Varied Intervention Models: Its Effect on Students’ Retention Score. Am J Educ Res 2020;8(5):321-4.
Patzelt C, Heim S, Deitermann B, Theile G, Krauth C, Hummers-Pradier E, et al. Reaching the elderly: understanding of health and preventive experiences for a tailored approach-results of a qualitative study. BMC Geriatr 2016;16(1):210.
อัญชิสา ถาวรณ์, กิ่งแก้ว สำรวยรื่น. ประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2565;16(1):65-77.
กฤศภณ เทพอินทร์, สุทธีพร มูลศาสตร์, นภาเพ็ญ จันทขัมมา. ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้. วารสารวิจัยการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2562;11(1):197-212.
อติญาณ์ ศรเกษตริน, รวีวรรณ แก้วอยู่, รุ่งนภา จันทรา, จุฬารัตน์ ห้าวหาญ, กรรณิกา เรืองเดช ชาวสวนศรีเจริญ, เพชรรุ่ง เดชบุญญจิตต์. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 2 ส. ของผู้สูงอายุ. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2566;17(3):40-53.
คณะผู้วิจัยโครงการสร้างสรรค์งานวิจัยจากงานประจำเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพของศูนย์บริการสาธารณสุข กลุ่มที่ 2. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงในชมรมผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร; 2566.
กันตพงษ์ ปราบสงบ. ความสัมพันธ์ของความแตกฉานด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ 2559;32(1):60-70.
อุทัย เจริญจิตต์. ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ. 2 ส. ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลบ้านโป่ง. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2561;27(5):896-905.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง