ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในประเทศไทย
คำสำคัญ:
ความชุก, ความรุนแรงในสถานที่ทำงาน, บุคลากรทางการแพทย์บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Analytical cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์แบบไม่เปิดเผยตัวตนในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ผู้เข้าร่วมที่มีข้อมูลสมบูรณ์ทั้งสิ้น 326 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-square (หรือ Fisher’s exact test) และการวิเคราะห์ Multiple logistic regression เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสถานที่ทำงาน ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ยอยู่ในวัยทำงานกลางคน ความชุกของความรุนแรงในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 33.1 โดยพบความรุนแรงทางวาจาร้อยละ 31.6 ความรุนแรงทางกายร้อยละ 2.76 และความรุนแรงทางเพศร้อยละ 2.45 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานได้แก่ การประกอบอาชีพนักเทคนิคการแพทย์ (AOR: 10.55, 95%CI: 1.55-71.65) และอาชีพเภสัชกร (AOR: 5.93, 95%CI: 1.07-32.99) ลักษณะงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (AOR: 8.89, 95%CI: 2.93-27.03) เพศชาย (AOR: 3.29, 95%CI: 1.34-8.08) และการทำงานเป็นกะ (AOR: 1.97, 95%CI: 1.23-3.15) ในขณะที่สถานะสมรส (AOR: 0.44, 95%CI: 0.25-0.78) และความรู้สึกว่ามีบุคลากรเพียงพอ (AOR: 0.24, 95%CI: 0.13-0.44) เป็นปัจจัยป้องกัน สรุป: หนึ่งในสามของบุคลากรทางการแพทย์ประสบกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานใน 12 เดือนที่ผ่านมา ความรุนแรงในโรงพยาบาลนี้มีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล (เพศ สถานสภาพ) และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน (การทำงานเป็นกะ ลักษณะงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกว่ามีบุคลากรเพียงพอ) โดยความรุนแรงทางวาจายังคงเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดซึ่งสอดคล้องกับหลายการศึกษา แต่สิ่งที่แตกต่างคือพบว่านักเทคนิคการแพทย์และเภสัชกรมีความเสี่ยงสูงกว่าแพทย์ถึง 10 เท่า ซึ่งโดยปกติแพทย์หรือพยาบาลมักเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด ผลการศึกษานี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดทำมาตรการป้องกันความรุนแรงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทุกอาชีพ
เอกสารอ้างอิง
International Labour Organization. Experiences of violence and harassment at work: a global first survey. 1st ed. Geneva: International Labour Organization; 2022.
Duan X, Ni X, Shi L, Zhang L, Ye Y, Mu H, et al. The impact of workplace violence on job satisfaction, job burnout, and turnover intention: the mediating role of social support. Health and Quality of Life Outcomes 2019;17(1):93.
Bureau of Labor Statistics, U.S. Department of Labor. Workplace violence: nonfatal injuries and illnesses 2021–2022. Washington, DC: U.S. Department of Labor; 2022.
European Agency for Safety and Health at Work. Psychosocial risks and workers’ health [Internet]. 2022 [cited 2026 Feb 12]. Available from: https://shorturl.asia/ZTQSH
วันเพ็ญ ไสไหม, สุดาพรรณ ธัญจิรา, ณวีร์ชยา ประเสริฐสุขจินดา. ความรุนแรงในสถานที่ทำงานและการจัดการของบุคลากรทางการพยาบาล หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน. วารสารวิจัยและนวัตกรรมการพยาบาล 2553;16(1):121–35.
Chaiwuth S, Chanprasit C, Kaewthummanukul T, Chareosanti J, Srisuphan W, Stone TE. Prevalence and risk factors of workplace violence among registered nurses in tertiary hospitals. Pacific Rim Int J Nurs Res 2020;24(4):538–52.
นภัสวรรณ พชรธนสาร. ความชุกลักษณะและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลภาครัฐในเขตบริการสุขภาพที่ 6 [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2560.
หวู ไห่หยวน, ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์, อรอนงค์ วิชัยคำ. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สาธารณรัฐประชาชนจีน. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2565;49(1):99–109.
อริยฉัฏร กาฬหว้า, จักรกฤษณ์ พลราชม. ปัจจัยทำนายการถูกกระทำด้วยพฤติกรรมรุนแรงในที่ทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2563;14(3):48–58.
เจษฎากร โสธรเจริญสินธุ์, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล. ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดความรุนแรงในสถานที่ปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกจิตเวชในหน่วยบริการสังกัดกรมสุขภาพจิต เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า 2565;39(2):203–11.
ศรวิทย์ โอสถศิลป์. ความสามารถในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของบุคลากรทางการแพทย์สูงอายุในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2562.
กติกา เลี้ยงสกุล, มยุรี ลัคนาศิโรรัตน์, วิชัย อารับ. ความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงในสถานที่ทำงานต่อบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายของรัฐแห่งหนึ่งในภาคใต้. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2564;4(1):117–33.
World Health Organization. Workplace violence in the health sector: country case study research instruments – survey questionnaire. Geneva: World Health Organization; 2003.
อิศรา ศรีทอง, เปรมฤทัย น้อยหมื่นไวย, สุจินดา จิารุพัฒน์ มารุโอ. ความรุนแรงในสถานที่ทำงานและแนวปฏิบัติในการป้องกันความรุนแรงต่อพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 2566;29(3):363–78.
Yusoff HM, Ahmad H, Ismail H, Reffin N, Chan D, Kusnin F, et al. Contemporary evidence of workplace violence against the primary healthcare workforce worldwide: a systematic review. Hum Resour Health 2023;21(1):82.
World Health Organization. Framework guidelines for addressing workplace violence in the health sector. Geneva: World Health Organization; 2002.
National Institute for Occupational Safety and Health. Violence: occupational hazards in hospitals. Cincinnati (OH): National Institute for Occupational Safety and Health; 2002.
Occupational Safety and Health Administration. Guidelines for preventing workplace violence for healthcare and social service workers. Washington (DC): Occupational Safety and Health Administration; 2016.
Bhusal A, Adhikari A, Singh Pradhan PM. Workplace violence and its associated factors among health care workers of a tertiary hospital in Kathmandu, Nepal. PLoS One 2023;18(7).
Yosep I, Mediani H, Lindayani L. Mental health nurses in Indonesia: a cross-sectional survey of workplace violence and its associated factors. Pacific Rim Int J Nurs Res 2021;25(4):614–25.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง