ประสิทธิผลของโปรแกรมการยศาสตร์เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อของพนักงานเปลโรงพยาบาลศูนย์ในเขตสุขภาพที่ 4
คำสำคัญ:
โปรแกรมการยศาสตร์, โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ, การยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, พนักงานเปลบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: โรคระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal disorders; MSDs) เป็นปัญหาทางสุขภาพสำหรับผู้ประกอบอาชีพที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะอาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain) เป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงาน งานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางด้านข้างหรือการเคลื่อนย้าย ระหว่างรถเข็นนอนและเตียงนั้นเป็นงานที่มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังมาก เนื่องจากมีทั้งการยก การผลัก และการดึง ซึ่งเป็นท่าทางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงถือเป็นปัญหาด้านการยศาสตร์ที่สำคัญ การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการยศาสตร์เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยสร้างเสริมความตระหนักต่อปัญหาสุขภาพด้านการยศาสตร์ ความรอบรู้ทางการยศาสตร์ (การยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและการเข็นรถที่ถูกต้อง) และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อลดความปวดกล้ามเนื้อหลังและขาในพนักงานเปลโรงพยาบาลศูนย์ในเขตสุขภาพที่ 4 วิธีการศึกษา: กลุ่มผู้เข้าร่วมโปรแกรม คือ พนักงานเปลโรงพยาบาลศูนย์ในเขตสุขภาพที่ 4 ทั้งหมด 94 คน ได้รับโปรแกรมการยศาสตร์เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตรฐานนอรดิก (NMQ) ค่าความตรงตามเนื้อหา 0.80 ค่าความเชื่อมั่น 0.90 และแบบสอบถามความตระหนักต่อปัญหาสุขภาพด้านการยศาสตร์และความรอบรู้ทางการยศาสตร์ในพนักงานเวรเปล ความตรงของเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.88 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พ.ศ.2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ t-test ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนความตระหนักต่อปัญหาสุขภาพด้านการยศาสตร์ (Mean Change = 2.57, 95% CI: 1.96 – 3.19, p < 0.001) คะแนนความรอบรู้ทางการยศาสตร์ (Mean Change = 7.47, 95% CI: 6.63-8.31, p < 0.001) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างหลัง และเท้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป: โปรแกรมนี้จึงมีประสิทธิผลในการส่งเสริมสุขภาพด้านการยศาสตร์และสามารถใช้เป็นแนวทางป้องกันการเกิดโรคกระดูกและกล้ามเนื้อในพนักงานเปลซึ่งมีความเสี่ยงจากลักษณะงานยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
Thepaksorn P, Pongpanich S. Occupational injuries and illnesses and associated costs in Thailand. Saf Health Work 2014;5(2):66-72.
อรรถพล แก้วนวล, บรรพต โลหะพูนตระกูล, กลางเดือน โพชนา. ความชุกของความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง ที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานในอาชีพต่าง ๆ. วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา 2560;12(2):53-64.
สุนิสา ชายเกลี้ยง, จันทร์ธารา สมทัว. ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการปวดหลังส่วนล่างในพยาบาลแม่และเด็ก. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด 2561;30(3):277-87.
Karimian R, Rahnama N, Janbozorgi A. Ergonomic evaluation of the risk of suffering from musculoskeletal disorders in nurses with quick exposure check (QEC) and the effect of 8-week selected corrective exercises and ergonomic occupational intervention on their exposure rate. J Fasa Univ Med Sci 2015;5(2):210-8.
พัชรี มีประดิษฐ์, กาญจนา ปัญญาดี, ธนงศักดิ์ หญิงรัตนศักดิ์. ประสิทธิผลของอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้านข้างเพื่อลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในพยาบาลปฏิบัติการในโรงพยาบาล ประเทศไทย. วารสารชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ 2561;6(5):45-51.
สุวินันท์ ทวีพิริยะจินดา, สีลม แจ่มอุลิตรัตน์, องุ่น สังขพงศ์. ท่าทางการทำงานที่เป็นอันตรายและความชุกของอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงานในคนงานโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2558;15(2):80-8.
Punnett L, Wegman DH. Work-related musculoskeletal disorders: the epidemiologic evidence and the debate. J Electromyogr Kinesiol 2004;14(1):13-23.
Jahn A, Andersen JH, Christiansen DH, Seidler A, Dalbøge A. Occupational mechanical exposures as risk factor for chronic low-back pain: a systematic review and meta-analysis. Scand J Work Environ Health 2023;49(7):453-65.
ศิวกร จิรหฤทัย, ปวีณา มีประดิษฐ์, ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข. การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในแนวราบสำหรับผู้ปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง. วารสารการยศาสตร์ไทย 2565;5(2):14-27.
วิชัย เทียนถาวร, วณิชา ชื่นกองแก้ว, ลัดดา เหลืองรัตนมาศ, ภานุ อดกลั้น, พิชญ์สินี มงคลศิริ, กิตติพร เนาว์สุวรรณ และคณะ. การพัฒนาหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะพนักงานเปลเพื่อรองรับระบบบริการสุขภาพคุณภาพสูง. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2566.
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง. K-shape: 5 ทักษะเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ. วารสารสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา 2563;35(2):21-8.
กองสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือกระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคและภัยสุขภาพ[อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 10 ม.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://shorturl.asia/Ze48g
Korina L, Mattsson C, Lagerström M. The standardized Nordic musculoskeletal questionnaire (NMQ) and its applications in ergonomic assessments. Scand J Work Environ Health 1987;13(1):51-8.
Bergqvist U , Wolgast E , Nilsson B , Voss M . Musculoskeletal disorders among visual display terminal workers: individual, ergonomic, and work organization factors. Ergonomics 1995;38(4):763-76.
ชนิภา ยอยืนยง, นลินี เชยกลิ่นพุฒิ, อารยา เชียงของ. ความรอบรู้ทางสุขภาพในการป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ ของกลุ่มวัยทำงาน เขตกรุงเทพมหานคร: การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัด. วารสารเกื้อการุณย์ 2562;26(2):7-21.
ฉันทนา จันทวงศ์, นิสากร กรุงไกรเพชร, ยุพา ดาวเรือง. การดำเนินงานด้านการยศาสตร์อย่างมีส่วนร่วมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อโครงสร้างกระดูก ในโรงงานยางแผ่นรมควันจังหวัดระยอง. วารสารพยาบาลสาธารณสุข 2559;30(1):77-86.
ณัฐพล ทนุดี, น้ำเงิน จันทรมณี, บุญลือ ฉิมบ้านไร่. ผลของโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ในการแก้ไขอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงานของกลุ่มสตรีปักผ้าชาวไทยภูเขา อำเภอปง จังหวัดพะเยา. วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ 2561;19(2):133–43.
Bandura A. Self-efficacy: the exercise of control. New York: W.H. Freeman; 1997.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง