กรณีศึกษาการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าดิสทีเมียกลับเข้าทำงาน
คำสำคัญ:
การดูแลผู้ป่วยกลับเข้าทำงาน, โรคซึมเศร้าดิสทีเมีย, ความเสี่ยง, ความสามารถสูงสุด, ความทนบทคัดย่อ
ปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตในคนวัยทำงานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของทั่วโลก รวมทั้งของประเทศไทย การให้การดูแลรักษาคนในวัยทำงานที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือป่วยเป็นโรคทางจิตเวชอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวช ให้สามารถกลับเข้าทำงานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยชายชาวสกอตแลนด์ อายุ 47 ปี ประกอบอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค (Technical supervisor) ในบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยประสบปัญหาเป็นโรคซึมเศร้าดิสทีเมีย (Dysthymia) และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา การเจ็บป่วยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการทำงาน โดยผู้ป่วยต้องหยุดงานเป็นระยะเวลานานถึง 11 เดือน จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการประเมินการกลับเข้าทำงาน (Return to work assessment) สำหรับขั้นตอนในการประเมินการกลับเข้าทำงานในผู้ป่วยรายนี้ ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล โดยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย ลักษณะงานที่ทำ การตรวจร่างกาย (Physical examination) การประเมินสภาพจิต (Mental status examination) และนำข้อมูลประวัติการรักษาที่ได้จากเวชระเบียนมาประกอบกัน เพื่อนำมาประเมินตามหลักการในการดูแลผู้ป่วยกลับเข้าทำงาน (Return to work management) ซึ่งประกอบด้วยการประเมินด้านความเสี่ยง (Risk) ความสามารถสูงสุด (Capacity) และความทน (Tolerance) ตามที่สมาคมแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Medical Association) ได้กำหนดแนวทางไว้ โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ และมีโอกาสกลับเข้าทำงานเดิมได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการประเมินและดูแลผู้ป่วยก่อนกลับเข้าทำงานนั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งของการจัดบริการทางด้านอาชีวอนามัยที่มีความสำคัญ และจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายแพทย์ที่ทำการรักษา แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของสถานประกอบการ ญาติผู้ป่วย รวมถึงตัวผู้ป่วยเอง
เอกสารอ้างอิง
ศูนย์พัฒนาวิชาการอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสมุทรปราการ. แนวทางการบริหารจัดการประเมินและดูแลผู้ป่วยก่อนกลับเข้าทำงาน (return to work management). กรุงเทพฯ: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2560.
วิวัฒน์ เอกบูรณวัฒน์. การดูแลผู้ป่วยกลับเข้าทำงาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. ชลบุรี: มูลนิธิสัมมาอาชีวะ; 2559.
กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563, ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 137, ตอนที่ 80 ก. (ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563).
Talmage JB, Melhorn JM, Hyman MH. AMA Guides to the evaluation of work ability and return to work. 2nd ed. Chicago: AMA; 2011.
World Health Organization. Depression and other common mental disorders: global health estimate. Geneva: WHO; 2017.
กรมสุขภาพจิต. รายงานผู้ป่วยมารับบริการด้านจิตเวช: ข้อมูลจากคลังข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (HDC) ประจำปีงบประมาณ 2562 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 5 ธ.ค.2563]. เข้าถึงได้จาก:https://dmh.go.th/report/datacenter/hdc/reds.asp
American Psychiatric Association. Diagnostic and statistical manual of mental disorders. 5th edition. Arlington: APA; 2013.
จตุรพร แสงกูล. เอกสารคำสอนเรื่อง Approach to depressive and manic patients [อินเทอร์เน็ต]. สงขลา: ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2561 [เข้าถึงเมื่อ 5 ธ.ค.2563]. เข้าถึงได้จาก:http://medinfo2.psu.ac.th/psychiatry/elearning/document/undergrade/Document%20year%204/depressive%20.pdf
Lagerveld S, Houtman I. Return to work after sick leave due to mental health problems. Netherlands: The Netherlands Organisation for applied scientific research; 2020.
PTT Exploration and Production Public Company Limited. Medical assessment of fitness to work for domestic offshore workers procedure. Bangkok: PTTEP; 2015.
ชนกานต์ ชัชวาลา. การใช้ยาทางจิตเวชในเวชปฏิบัติจิตเวชกรรม [อินเทอร์เน็ต]. สงขลา: ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2560. [เข้าถึงเมื่อ 7 ธ.ค.2563]. เข้าถึงได้จาก:https://meded.psu.ac.th/binla/class06/388_622/Use_of_psychiatric_drugs/index.html
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง