ประเมินผลโปรแกรมสุขภาพและสมุดบันทึกประจำตัวผู้ป่วยในผู้ป่วยไตเรื้อรัง คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยไตเรื้องรัง, โปรแกรมสุขภาพ, สมุดบันทึกประจำตัวผู้ป่วยบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อประเมินผลโปรแกรมสุขภาพและสมุดบันทึกประจำตัวผู้ป่วย ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีในปี พ.ศ.2562 กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารักษาที่คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่มีคุณสมบัติตามกำหนด จำนวน 60 ราย และกลุ่มควบคุมเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง รับยาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในเครือข่ายโรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ได้แก่ รพสต.ซับสนุ่น,รพสต.เฉลิมพระเกียรติฯ,รพสต.ลำสมพุงจำนวน 42 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test, Chi square test, Fisher’s exact test และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนทั้งหมด 102 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษาจำนวน 60 ราย และกลุ่มควบคุมจำนวน 42 ราย เพศชายจำนวน 37 ราย คิดเป็นร้อยละ 36.3 เพศหญิงจำนวน 65 ราย คิดเป็นร้อยละ 63.7 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 72.44±9.88 ปี ภายหลังการทดลอง 3 เดือน ระดับ GFR (GFR=26.03±9.92 ml/min/1.73 m2) ในกลุ่มศึกษาเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง(GFR=24.42±9.25 ml/min/1.73 m2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.012) และระดับ GFR (GFR=36.36±6.49 ml/min/1.73 m2) ในกลุ่มควบคุมลดลงจากก่อนการทดลอง (GFR=39.74±6.60 ml/min/1.73 m2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของระดับ GFR ทั้งสองกลุ่มพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีระดับ GFR เพิ่มขึ้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยพบผู้ป่วยจำนวน 46 คน (76.7%) ในกลุ่มศึกษา และ 13 คน (31.0%) ในกลุ่มควบคุมที่มีระดับ GFR สูงขึ้น สรุปได้ว่าการมีโปรแกรมสุขภาพและสมุดบันทึกประจำตัวผู้ป่วยในผู้ป่วยไตเรื้อรัง คลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ส่งผลให้ระดับ GFR ในกลุ่มศึกษาเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง ระยะเวลา 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ขยายกิจกรรมสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเครือข่ายต่อไป และส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบโปรแกรมสุขภาพและสมุดประจำตัวผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
2. Ingsathit A, Thakkinstian A, Chaiprasert A, SangthawanP, Gojaseni P, Kiattisunthorn K, et al. Prevalence and risk factors of chronic kidney disease in the Thai adultpopulation: Thai SEEK study. Nephrol Dial Transplant 2010; 25:1567-75.
3. Ibrahim H, Mondress M, Tello A, Fan Y, Koopmeiners J, Thomas W. An alternative formulato the Cockcroft-Gault and the modification of diet in renal diseases formulas in predicting GFR in individuals with type 1 diabetes. J Am SocNephrol 2005;16:1051-60.
4. KDIGO Clinical practice guideline for the management of blood pressure in chronic kidney disease. Kidney Inter Suppl 2013;3:1-150.
5. Promdee O, Taengtum W, Pichayapinyo P. Chronic kidney disease preventing program among uncontrolled diabetic patients. Journal of Public Health Nursing 2016;30:102-17.
6. มณีรัตน์ จิรัปปภา. การชะลอไตเสื่อมจากวัยผู้ใหญ่ถึงวัยผู้สูงอายุ. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา 2557;20:5-16.
7. สุนิสา สีผม. การจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลสภากาชาดไทย 2556; 6:12-8.
8. The national kidney foundation. KDIGO 2012 Clinical practice guideline for the evaluation and management of chronic kidney disease. Kidney international supplement 2013;3:19-62.
9. เพ็ญศรี จิตต์จันทร์, เขมารดี มาสิงบุญ, สุภาภรณ์ ด้วงแพง. ปัจจัยทำนายการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารสภาการพยาบาล 2554;26:86-99.
10. ภทรพรรณ อุณาภาค, ขวัญชัย รัตนมณี. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ของโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา 2559;10:44-54.
11. สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังแบบองค์รวมชนิดประคับประคอง พ.ศ.2560. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย; 2560.
12. เบญจมาศ เรืองดิษฐ์, เสาวลักษณ์ อุไรรัตน์, ชูลินดา สะมะแอ. การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลสงขลา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2559;3:194-207.
13. รุจิราพร ป้องเกิด, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์.ผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง. วารสารเกื้อการุณย์ 2559;23:165-82.
14. อาคม บุญเลิศ, อมร เปรมกมล, ปัตพงษ์เกษสมบูรณ์. การประเมินผลโครงการบริการนำร่องของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ในการป้องกันการเกิดโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในเขตสุขภาพที่ 7. ศรีนครินทร์เวชสาร 2561;33:421-30.
15. พิมพ์สุภัค ปานเพียรกุลภัค. ผลของโปรแกรมควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในคลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย 2559;6:205-15.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง