การเปรียบเทียบปัญหาสูญเสียการได้ยิน ระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กับผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่ได้เป็นเบาหวานในบุคลากรของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผู้แต่ง

  • รินทร์ลภัส เทียมสุวรรณ กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • สุดาทิพ ศิริชนะ กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • สุภัชฌา เก่งพานิช กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

คำสำคัญ:

ความชุก, การคัดกรอง, การสูญเสียการได้ยิน, โรคเบาหวานชนิดที่ 2

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: ศึกษาปัญหาสูญเสียการได้ยินระหว่างกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่เป็นเบาหวาน และปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดปัญหาสูญเสียการได้ยิน ของผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

แบบวิจัย: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง

วัสดุและวิธีการ: ศึกษาในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นบุคลากรของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เดือนธันวาคม 2562 ถึง เดือนมกราคม 2563 จำนวนทั้งหมด 372 คน กลุ่มที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 91 คน และกลุ่มที่ไม่เป็นเบาหวาน จำนวน 281 คน นำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบความชุกของปัญหาการสูญเสียการได้ยินจากการวินิจฉัยโดยการตรวจหูโดยการใช้ส้อมเสียงที่ความถี่ 512 เฮิรตซ์ (Weber/Rinne Test) กับการใช้แบบสอบถามการได้ยินห้านาทีฉบับภาษาไทย การตรวจหูโดยใช้การถูนิ้วมือแบบ CALFRAST และศึกษาปัจจัยเสี่ยงกับการเกิดปัญหาสูญเสียการได้ยินของผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

ผลการศึกษา: พบว่าความชุก (prevalence) ของปัญหาสูญเสียการได้ยินจากการตรวจโดยการใช้ส้อมเสียง (Weber/Rinne test) พบในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เท่ากับ 18.7% ในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่เป็นเบาหวาน 6% (P<0.001) ปัจจัยทางคลินิกพบว่า อายุที่มากขึ้น เพศชาย ระยะเวลาที่วินิจฉัยโรคเบาหวานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีความสัมพันธ์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสูญเสียการได้ยิน โดยอายุที่มากขึ้นทุกๆ 1 ปี จะมีปัญหาสูญเสียการได้ยินเพิ่มขึ้น 1.31 เท่า (P=0.004, 95%CI=1.088-1.577) เพศชายมากกว่า 7.033 เท่า (P=0.045, 95%CI=1.043-47.432) และระยะเวลาของการวินิจฉัยโรคเบาหวานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มากกว่ากลุ่มที่วินิจฉัยโรคเบาหวานน้อยกว่า 2 ปี 9.119 เท่า (P=0.032, 95%CI =1.202-69.162)

สรุป: ปัญหาสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ควรมีการคัดกรองตั้งแต่มีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และควรมีการตรวจการได้ยินติดตามต่อเนื่อง สำหรับการตรวจร่างกายโดยการใช้เครื่องมือได้แก่ การตรวจหูโดยการใช้ส้อมเสียง การใช้แบบสอบถามการได้ยินห้านาทีฉบับภาษาไทย และการตรวจหูโดยใช้การถูนิ้วมือสามารถทำได้เบื้องต้นเท่านั้น และหากพบความผิดปกติควรส่งตรวจ Audiogram ซึ่งเป็นการตรวจที่เป็นมาตรฐานสากล หากมีการตรวจพบความผิดปกติของการได้ยินจะได้สามารถส่งต่อกับแพทย์โสต ศอ นาสิกต่อไปได้ และผู้ป่วยเกิดความตระหนักในการควบคุมโรคเบาหวานมากขึ้น เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็ว (Early detection and early treatment)

เอกสารอ้างอิง

1. World Health Organization. Global report on diabetes. Geneve: World Health Organization; 2016.
2. Yueh B, Shapiro N, MacLean CH, Shekelle PG. Screening and management of adult hearing loss in primary care: scientific review. JAMA 2003;289:1976-85.
3. Cruickshanks KJ, Tweed TS, Wiley TL, Klein BE, Klein R, Chappell R, et al. The 5-year incidence and progression of hearing loss: the epidemiology of hearing loss study. Arch Otolaryngol Head Neck Surg 2003;129:1041-46.
4. American Diabetes Association. Diabetes and Hearing Loss. [online]. 2017 [cited 2013 Sep.30]. Available from: http://www.diabetes.org/living-with-diabetes/treatment-and-care/seniors/diabetes-and-hearing-loss.html
5. Horikawa C, Kodama S, Tanaka S, Fujihara K, Hirasawa R, Yachi Y, et al. Diabetes and risk of hearing impairment in adults: a meta-analysis. J Clin Endocrinol Metab 2013, 98:51-8.
6. กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค. ข้อมูลผู้ป่วยโรคการได้ยินเสื่อมเหตุเสียงดัง. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2559.
7. สุกัญญา มหาโชคลาภ. การสูญเสียการได้ยินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลระนอง. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11 2561;32:1127-34.
8. Pirozzo S, Papinczak T, Glasziou P. Whispered voice test for screening for hearing impairment in adult and children: systematic review. BMJ 2003; 327:967-72.
9. Torres-Russotto D, Landau WM, Harding GW, Bohne BA, Sun K, Sinattra PM. Calibrated finger rub auditory screening test (CALFRAST). Neurology 2009;72:1595-600.
10. Vikram KB, Naseeruddin K. Combined tuning fork tests in hearing loss: explorative clinical study of the patterns. J Otolaryngol 2004; 33:227-34.
11. Kasemsiri P, Yimtae K, Thanaviratananitch P, Siripaopradith P. Development and Validation of a Short Version of the Thai Five-Minute Hearing Test to Screen Hearing in the Community. J Med Assoc Thai 2017;100:Suppl 6 S165-S73.
12. Lerman-Garber I, Cuevas-Ramos D, Valdes S, Enriquez L, Lobato M, Osornio M, et al. Sensorineural hearing loss-a common finding in early-onset type 2 diabetes mellitus. Endocrine Practice 2012;18:549-57.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-09-09

รูปแบบการอ้างอิง

1.
เทียมสุวรรณ ร, ศิริชนะ ส, ศรีสุวรรณ พ, เก่งพานิช ส. การเปรียบเทียบปัญหาสูญเสียการได้ยิน ระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กับผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่ได้เป็นเบาหวานในบุคลากรของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. JPMAT [อินเทอร์เน็ต]. 9 กันยายน 2020 [อ้างถึง 25 มกราคม 2026];10(2):213-27. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPMAT/article/view/244951

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย