การพัฒนารูปแบบการจัดการคุณภาพข้อมูลสาเหตุการตาย จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบ, คุณภาพข้อมูลสาเหตุการตายบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการคุณภาพข้อมูลสาเหตุการตาย จังหวัดปทุมธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจงจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบข้อมูลสารสนเทศของ รพท./รพช./สสอ. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลของ รพ.สต./ศบส./คลินิกอบอุ่นและสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี รวมทั้งสิ้น 100 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้แบบบันทึกการสังเกต และแบบบันทึกผลการสรุปกิจกรรมระหว่างเดือนมกราคม 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม 2561 รวม 2 ปี 5 เดือน กิจกรรมการพัฒนาประกอบด้วย การประชุมวางแผนแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาศักยภาพ การนิเทศติดตาม การประเมินผล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการคืนข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สําหรับข้อมูลคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า
1. ด้านคุณลักษณะ พบว่า ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุ 20-29 ปี (ร้อยละ 59.00) สถานภาพโสด (ร้อยละ 60.00) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 89.00) ตําแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข (ร้อยละ 58.00) มีประสบการณ์ในการทํางานเกี่ยวกับข้อมูลสาเหตุการตายนาน 6-10 ปี (ร้อยละ 35.00) ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานข้อมูลสาเหตุการตาย (ร้อยละ 100.00) เคยได้รับการนิเทศ/ติดตามเกี่ยวกับข้อมูลสาเหตุการตาย (ร้อยละ 85.00) และเคยผ่านการอบรมหรือได้ฟังการชี้แจงเกี่ยวกับข้อมูลสาเหตุการตาย (ร้อยละ 78.00)
2. รูปแบบการจัดการคุณภาพข้อมูลสาเหตุการตาย จังหวัดปทุมธานีประกอบด้วย 1) Input: ขั้นเตรียมการ(ศึกษาบริบท, ปัญหา) 2) Process: ขั้นดําเนินการพัฒนา(ตั้งคณะกรรมการ, ประชุมแบบมีส่วนร่วม, จัดทําแผน) 3) Output:การพัฒนาบุคลากร การนิเทศติดตาม การคืนข้อมูล ผลจากการพัฒนากระบวนการดังกล่าวทําให้ได้ รูปแบบการลงบันทึกสาเหตุการตาย Pathum Model’ 60 ซึ่งส่งผลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการคุณภาพข้อมูลสาเหตุการตายมีความรู้ที่ดีขึ้นคุณภาพ ข้อมูลด้านความถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลาถูกต้องมากขึ้น มีการให้สาเหตุการตายเป็นไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดหรือสาเหตุไม่ชัดแจ้ง จากร้อยละ 46.08 ลดลงเหลือร้อยละ 7.93 ซึ่งผ่านเกณฑ์คุณภาพข้อมูลที่กําหนดไว้ ไม่เกิน ร้อยละ 25.00
โดยสรุป การพัฒนารูปแบบจัดการคุณภาพข้อมูลสาเหตุการตายซึ่งผ่านกระบวนการวางแผน แบบมีส่วนร่วม การพัฒนาศักยภาพ การนิเทศติดตาม การประเมินผล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการคืนข้อมูล ส่งผลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงควรนํารูปแบบการจัดการคุณภาพดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลอื่นๆ ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
2. สํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. “เส้นทางมรณะของคนไทย” 2548 [เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคม 2559]. เข้าถึงได้จาก:http://www.moph.gp.th/stat1.php.
3. Kemmis S, McTaggart R. The Action Research Planner. 3 rd ed. Victoria: Deakin University Press;1990.
4. วิทยา พลาอาด และคณะ. ปัจจัยที่พยากรณ์คุณภาพข้อมูลในแฟ้มสุขภาพครอบครัวของหน่วยบริการปฐมภูมิจังหวัดสตูล. วารสารพยาบาลสาธารณสุขสมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย 2554; 25(3),18-29.
5. สุจรรยา ทั่งทอง. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านสุขภาพ (21 แฟ้ม) ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล จังหวัดขอนแก่น. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2556; 1(3),37-47.
6. อรรถพงษ์ ดีเสมอ. การพัฒนารูปแบบการจัดการคุณภาพข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของหน่วยทะเบียนในจังหวัดสุรินทร์. (วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม; 2554.
7. วีระวุธ เพ็งชัย. การจัดการคุณภาพฐานข้อมูลการให้บริการวัคซีนตามระบบฐานข้อมูล 18 แฟ้ม ในสถานีอนามัยอําเภอขุนหาญจังหวัดศรีสะเกษ. (วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาสารคาม:มหาวิทยาลัยมหาสารคาม; 2555.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง