ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คลินิกพิเศษโรคเบาหวาน โรงพยาบาลไพศาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยเบาหวาน, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมองบทคัดย่อ
ปัจจุบันผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคเบาหวานที่ขาดการควบคุมดูแล อาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญดังนั้นการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีความสำาคัญยิ่ง การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง (cross-sectional study) แบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง สถานที่คือ คลินิกพิเศษโรคเบาหวาน โรงพยาบาลไพศาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่าง จำานวน 385 คน เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วงปี 2557-2559 โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากการทบทวนเวชระเบียนและโปรแกรม HOSxP ของโรงพยาบาล ในช่วง มกราคม-มิถุนายน 2559 ใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานได้แก่ Chi-square test, Fisher Exact test และ odds ratio กำาหนดระดับนัยสำาคัญที่ 0.05
ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มศึกษา ร้อยละ 62.30 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 38.70 อายุ 61-70 ปี และอายุเฉลี่ย 67.36 ปี ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเปรียบเทียบ ร้อยละ 68.00 เป็นเพศหญิงร้อยละ 25.30 อายุ 61-70 ปี และอายุเฉลี่ย 61.05 ปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่ โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 (OR 4.856, p<0.001) หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (OR 6.826, p<0.001) การใช้ยา simvastatin (OR 2.174, p<0.001) การใช้ยาแอสไพริน (OR 2.237, p 0.005) การมาตรวจตามนัดไม่สม่ำเสมอ (OR 3.565, p<0.001) ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร >130 mg/dl (OR 1.708, p 0.010) ระดับไขมันเอชดีแอล <40 mg/dl (OR 1.026, p 0.005)
อายุมากกว่า 60 ปี (OR 3.565, p<0.001) ความดันซิสโตลิก >140 mmHg (OR 3.537, p<0.001) และความดันไดแอสโตลิก >90 mmHg (OR 2.621, p 0.008)
จึงสรุปได้ว่า การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันเอชดีแอล และชะลอความเสื่อมของไต ตลอดจนเน้นย้ำเรื่องการมาตรวจตามนัดสม่ำเสมอ มีความจำเป็นยิ่งเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง
2. สุรพันธ์ สิทธิสุข. แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทย ฉบับปรับปรุง ปี 2557. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ ศรีเมืองการพิมพ์; 2557.
3. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์. เอกสารสรุปผลการดำเนินงานประจำาปี 2558. [อินเตอร์เน็ต]. 2558 [วันที่ค้นข้อมูล 9 มกราคม 2559]. แหล่งข้อมูล: https://www.nswo.moph.go.th/
4. ประไพ กิตติบุญถวัลย์, ศิริธร ยิ่งเรงเริง, ศุภลักษณ์ ศรีธัญญา. การรับรู้สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2556; 23(3): 132-41.
5. เดือนเพ็ญ ศรีนา, สะอาด โยธาทูน, น้อมจิตต์ นวลเนตร. สถานการณ์ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนสามเหลี่ยม อำเภอเมือง จ.ขอนแก่น. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด 2554; 23(2): 159-64.
6. Plengvidhya N, Leelawatana R, Pratipanawatr T, Deerochanawong C, Krittiyawong S, Bunnag P, Kosachunhanun N. et al. Thailand diabetes registry and risk factors of stroke in Thai diabetes patients. J Med Assoc Thai 2006; 89 (Suppl 1):S49-53.
7. เสกสรร จวงจันทร์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง. วารสารวิชาการแพทย์ เขต 11 2558; 29(2): 233-39.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ถือเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง