กระบวนทัศน์ของผู้สูงอายุและครอบครัวในการเตรียมความพร้อม สู่การตายอย่างสงบที่โรงพยาบาล

The Elderly and Family’s Paradigm for Preparing the End-of-Life on Hospital Based Care

ผู้แต่ง

  • พิสิษฐ์ พิริยาพรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะแพทยศาสตร์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • เวธกา กลิ่นวิชิต พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • พวงทอง อินใจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • สิริลักษณ์ โสมานุสรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

คำสำคัญ:

แนวโน้มการดูแล, ผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21, ความท้าทายในการพยาบาล, Trend of care, Elderly in 21st century, challenging in nursing care

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนทัศน์ของผู้สูงอายุและครอบครัวในการเตรียมความ

พร้อมสู่การตายอย่างสงบของผู้สูงอายุที่โรงพยาบาล ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจากกลุ่มผู้สูงอายุที่มารับบริการในสถานพยาบาลในภาคตะวันออกและญาติหรือผู้ดูแล ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 384 คน (ผู้สูงอายุ จำนวน 77 คน ญาติหรือผู้ดูแล 307 คน) ใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมนและการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ความต้องการการดูแลในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ดูแลในครอบครัว ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก ( =3.61, SD = 0.72) ตัวแปรคุณลักษณะของผู้สูงอายุที่มีความสัมพันธ์ทางบวก ในระดับสูงกับความต้องการการดูแล คือ ระดับการศึกษา (rs =0.65, p < 0.01) และ เพศ (rs=0.49, p < 0.05) ส่วนตัวแปรคุณลักษณะของผู้สูงอายุที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ในระดับสูงกับความต้องการการดูแล คือ โรคประจำตัว (rs=-0.50, p < 0.05) ตัวแปรคุณลักษณะของผู้ดูแลที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความต้องการการดูแล คือ ระดับการศึกษา (rs=0. 50, p < 0.05) ตัวแปรคุณลักษณะของผู้ดูแลที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ในระดับสูงกับความต้องการการดูแล คือ ศาสนา (rs=-0.66, p < 0.01) อายุ, เพศ , อาชีพและรายได้ (rs=-0.52, -0.57,-0.59,-0.62, p < 0.05)   ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบว่า ในทัศนะของผู้สูงอายุ การตายอย่างสงบที่โรงพยาบาล เป็นการตายที่ไม่เจ็บปวด ไม่ทุกข์ทรมาน โดยได้จัดการสิ่งต่าง ๆ ที่คั่งค้างไว้ให้สำเร็จลงแล้ว และแวดล้อมด้วยผู้เป็นที่รัก ไม่ถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เป็นการตายที่เชื่อมั่นได้ว่าได้รับการช่วยเหลืออย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อให้มีชีวิตรอด  โดยญาติและผู้ดูแลในครอบครัวจะได้รับการช่วยเหลือดูแลหลังที่ตนเสียชีวิตแล้วจากแพทย์ พยาบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ  สภาพของผู้เสียชีวิตจะได้รับการปกป้องดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องการให้เพิ่มความใกล้ชิด เห็นอกเห็นใจ ให้ความยืดหยุ่นแก่ญาติและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยให้ความดูแลอย่างเอื้ออาทร และผ่อนปรนกฎระเบียบลงบ้าง

ABSTRACT[1]

Mix method research was used to explore the elderly and family’s paradigm for

preparing the end-of-life on hospital based care. Three hundred eighty four samples included 77 older persons and 307 family members in Eastern region of Thailand. Date was collected using care need questionnaires. Statistics employed by using frequency, percentage, mean, standard deviation, the Spearman Rank correlation coefficient and content analysis. 

The study revealed that the end-of-life care needs were in the high level (  = 3.61 , SD = 0.72). The relationship between characteristics of the elderly and end-of-life need in positive direction at high level were education (rs =0.65, p < 0.01) and gender (rs = 0.49,

p < 0.05 and  the relationship between characteristics of the elderly and end-of-life need in negative direction at high level was underlying of chronic diseases  (rs = -0.50, p < 0.05). The relationship between characteristics of the caregivers in elder’s family and end-of-life need in positive direction at high level was education (rs =   0. 50, p < 0.05). The relationship between characteristics of the caregivers in elder’s family and end-of-life need in negative direction at high level were religion (rs = -0.66, p < 0.01), age, gender, occupation and income (rs =-0.52, -0.57,-0.59,-0.62, p < 0.05). Summarized of the in-depth interviews found that; Perception of the elderly in peaceful end-of-life care at hospital means die with painless, do not suffering and can do anything that they have to do already .Surrounding with people who love. Do not be neglected alone. Death at hospital was a sentiment that has been optimally help from the medical doctor to have survived. Relatives and family members assure to get help and care from medical personnel with professional ethics after they die. Condition of deceased will be completely protected human dignity. Wish to increase the intimacy to the relatives and family members of the elderly who pass away and flexibility for providing caring or lenient the rules of hospital.

 

Downloads

Download data is not yet available.

References

REFERENCES
1. National Statistical Office. Executive Summary Survey of Health and Welfare in 008.
Bangkok; 2009. (in Thai)
2. Tana Nilchaigowit, Warisark Khetkhaiwan,Wana Charusombong,
Pongloet Charkaeow. The situation of death and dying paradigm shift. Bangkok: Health System Research Institute; 2003. (in Thai)
3. National Statistical Office. The annual statistical report in 2010 (special edition). Bangkok; 2009. (in Thai)
4. Krejcie and Morgan.“Small sample Techniques”. The NEA Research Bulletin. 1960 December; 38: 99.
5. Watson J, The theory of human caring: retrospective and prospective. Nursing Science Quarterly. 1997 Mar; 10 (1): 49-52.
6. Sirilak Somanusorn. End-of-Life Care Needs of the Elderly in Home for the Aged. Songklanagarind Journal of Nursing.2014 January –April; 34(1): 71-87. (in Thai)
7. Best, John W. Research in Education. New Jersey: Prentice-Hall, Inc. 1981.
8. Cronbach, Lee J. Essentials of Psychological Testing. New York: Harper & Row. 1970.
9. Walapa Kunsongkeit. Good death as perceived by the cancer patients. The Journal of faculty of nursing Burapha University. 2013. October-December; 21 (4): 25-36.
10. Tana Nichaiowit,Warisark Khetkhaiwan,Wana Charusombong
Pongloet Charkaeow. The situation of death and dying paradigm shift. Bangkok: Health System Research Institute; 2003. (in Thai)
11. Narumol Boonleart and others. Family and Palliative care. Bangkok: Health System Research Institute; 2008. (in Thai)
12. Uraiporn Pongpattanawut. The relatives’ needs of Crisis Patient. Bangkok: Mahidol University, 1989. (in Thai)




13. Sunisa Suktrakul. Need toward Loss amomg Family Members of Dying Patients. Unpublised Master’s thesis. Chiangmai: Chiangmai University; 2001. (in Thai)
14. Kleinpell RM & Powers MJ. Needs of family members of intensive care unit patients. Appl Nur Res. 1992; 5(1): 2-8.
15. Molter N. Needs of relative of critically ill patients: a descriptive study. Heart & Lung. 1979; 8: 332-339.
16. Breu, C., Dracup, K. Helping the spouses of critically ill patients. Am. J. Nurs. 1978; 78:50–3.

Downloads

เผยแพร่แล้ว

2018-05-07

ฉบับ

บท

Research Articles; บทความวิจัย