วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE <p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p> Education Development Group, Praboromarajchanok Institute of Heath Workforce Development th-TH วารสารการพยาบาลและการศึกษา 1906-1773 ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อการรับรู้ พฤติกรรม และภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282841 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อน และภาวะสุขภาพของกลุ่มทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ อายุ 35 - 65 ปี ที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า ศึกษาจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอสะเลียมด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลอง แล้วเลือกกลุ่มควบคุมจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอยยาวให้สองกลุ่มมีความดันโลหิตซิสโตลิกและอายุใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือทดลอง ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 2) แบบบันทึก และ 3) แอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามมี 3 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพ (2) การรับรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนและพฤติกรรม และ (3) พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อน แบบสอบถามส่วนที่ 2-3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากัน คือ 1.00 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ระหว่าง .82 - .90 2) เครื่องวัดความดันโลหิตและเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ T -Test, Wilcoxon Matched Pairs Signed Rank Test และ Mann-whitney U Test ผลการวิจัย พบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตซิสโตลิก ไดแอสโตลิก และน้ำหนักตัวลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ส่วนความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ที่ระดับ .05<br /></span>ควรพัฒนาโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ที่มีอุบัติการณ์สูงในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง</p> ลีลาวดี ท้าวทา วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล ชื่นจิตร โพธิศัพท์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-07 2026-09-07 19 3 e282841 e282841 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282588 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการ ณ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 388 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองแบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกไบนารีแบบตัวแปรเดียวและพหุตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า<br />ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) และคุณภาพการนอนหลับ ต่อมาได้คัดเลือกตัวแปรที่มีค่า <em>p-value</em> &lt; .25 ได้แก่ อายุ เชื้อสาย สถานภาพสมรส อาชีพ การสูบบุหรี่ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน FBS และคุณภาพการนอนหลับ เข้าสู่การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกไบนารีแบบพหุตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่มีค่า FBS อยู่ระหว่าง 131 – 160 มก./ดล. มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มี FBS อยู่ในเกณฑ์ปกติ 2.43 เท่า และผู้ที่มีค่า FBS สูงกว่า 160 มก./ดล. มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีค่า FBS ในระดับปกติ 11.40 เท่า สำหรับคุณภาพการนอนหลับ พบว่า ผู้ที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีคุณภาพการนอนหลับดี 2.87 เท่า</p> <p>สรุปได้ว่า ค่า FBS และคุณภาพการนอนหลับ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการพยาบาล การออกแบบโปรแกรมการดูแลผู้ป่วย การพัฒนารูปแบบการลดระดับน้ำตาลในเลือดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> รุจิรา อยู่อินทร์ สุทธิดา พงษ์พันธ์งาม เบญจมาศ สุขสถิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-13 2026-09-13 19 3 e282588 e282588 การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280464 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยบูรณาการแนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA แนวคิดความเท่าทันต่อโรค (7A’s) และมิติการมี<br />ส่วนร่วมของผู้ป่วย 5 ด้าน (5E) และ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นต่อระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วย การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบ โดยการทบทวนวรรณกรรมแนวคิดการจัดการตนเองตามกรอบ PDCA ร่วมกับแนวคิดความเท่าทันต่อโรค (7A’s) และมิติการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย (5E) และระยะ<br />ที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 60 คน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลในเขตพื้นที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีชื่อว่า The PDCA-7A-5E Integrated Model for Hypertension Self-Management Support ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความถูกต้อง เหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทชุมชนห่างไกล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลของการใช้รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีคะแนน</span><span style="font-size: 0.875rem;">การจัดการตนเองโดยรวมหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และมีคะแนนการจัดการตนเองโดยรวมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .005) นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตทั้งขณะหัวใจบีบตัวและขณะหัวใจคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05) เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ</span></p> <p>รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายและแนวทาง<br />การจัดบริการสุขภาพเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องและลดภาวะเสี่ยงของโรคในระยะยาว</p> ประวีดา คำแดง อรุณี กานนถาวรโชติ ปรัชญา กรรณิกา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-13 2026-09-13 19 3 e280464 e280464 ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการคัดกรองภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/287506 <p>วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้และทักษะในการคัดกรองภาวะโภชนาการผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. จำนวน 84 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 42 คน พัฒนาโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การสาธิต การฝึกปฏิบัติสถานการณ์จำลอง และการใช้จริงในพื้นที่ เครื่องมือการวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ระหว่าง .67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรคูเดอร์–ริชาร์ดสัน เท่ากับ .72 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์ Paired Samples T-Test และ Independent T-Test ผลการวิจัย พบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้น จาก 7.60 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.20) เป็น 13.50 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.80) และมีคะแนนเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นจาก 31.43 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 9.64) เป็น 45.29 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.55) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพัฒนาการด้านความรู้ และทักษะ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยกลุ่มทดลองมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เท่ากับ 5.86 กลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.86 และมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะเท่ากับ 13.86 กลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.71</span></p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานสาธารณสุข ควรบูรณาการแบบประเมินภาวะโภชนาการผู้สูงอายุในชุมชน โดยใช้เกณฑ์ระดับสี (Elderly-MNA–TL) เข้าสู่ระบบบริการปฐมภูมิเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังเชิงรุก และควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้วยรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นการสาธิตและฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการคัดกรองและการจัดการข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> นพดล ทองอร่าม ศรีสุรางค์ เคหะนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-13 2026-09-13 19 3 e287506 e287506