วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE <p><span lang="TH"><img src="https://sv1.picz.in.th/images/2022/07/26/XhOJkV.jpg" /></span></p> <p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p> Education Development Group, Praboromarajchanok Institute of Heath Workforce Development th-TH วารสารการพยาบาลและการศึกษา 1906-1773 การรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับโปรแกรมการป้องกันการหกล้ม ในผู้สูงอายุในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/254639 <p> การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่เกี่ยวกับโปรแกรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยการสืบค้นรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 – 2564 จากฐานข้อมูล Google Scholar, Thaijo, Science Direct PubMed, Embase (Excerpta Medica Data- base), Cochrane Library, Web of Science, CINAHL (Cumulative Index to Nursing and Allied Health Literature) และ Four Major Chinese Databases; CMBdisc (China Biology Medicine Disc), CNKI (China National Knowledge Infrastructure), China Academic Journal Full - Text Databases (CJFD) และ Academic Focus ใช้เครื่องมือแบบประเมินคุณภาพงานวิจัยของ Jadad และคณะ โดยใช้ผู้ทบทวนสามคนดำเนินการโดยอิสระจากกัน ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่า</p> <p> งานวิจัยโปรแกรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุในประเทศไทยมุ่งที่ผลลัพธ์เรื่องความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม ในช่วงเวลาที่ศึกษามีจำนวน 10 เรื่อง เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ที่เปรียบเทียบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ ลักษณะโปรแกรมในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุเป็นแบบผสมผสาน โดยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้ความรู้ การออกกำลังกาย การติดตามเยี่ยมเพื่อจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย ส่วนผลลัพธ์ของโปรแกรมพบว่า สามารถปรับพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้</p> <p> ควรนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดโปรแกรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการตนเองเกี่ยวกับการป้องกันการหกล้มได้</p> นพวรรณ ดวงจันทร์ พรทิพย์ สินประเสริฐ เยาวลักษณ์ มีบุญมาก อัศนี วันชัย จรัสพร หอมจันทร์ดี หอมจันทร์ดี Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-21 2022-09-21 15 4 1 16 ผลของการใช้การสะท้อนคิดเป็นกลุ่มร่วมกับสุนทรียสนทนา เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการคิดทางการพยาบาลจิตเวช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/253373 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 1 กลุ่ม วัดก่อน-หลัง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการคิดทางการพยาบาลจิตเวชของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้การสะท้อนคิดเป็นกลุ่มร่วมกับสุนทรียสนทนา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 เลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากนักศึกษาที่ฝึกภาคปฏิบัติในหอผู้ป่วยจิตเวช วิชาปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2563 จำนวน 59 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดทักษะกระบวนการคิดทางการพยาบาลจิตเวช และคู่มือการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสะท้อนคิดเป็นกลุ่มร่วมกับสุนทรียสนทนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> คะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการคิดทางการพยาบาลจิตเวชของกลุ่มตัวอย่างหลังการฝึกภาคปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (<em>t</em>=32.45, <em>p</em>&lt;.001)</p> <p> สถาบันการศึกษาจึงควรสนับสนุนให้อาจารย์จัดการเรียนการสอนโดยใช้การสะท้อนคิดเป็นกลุ่มร่วมกับสุนทรียสนทนาเพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการคิดของนักศึกษาพยาบาล</p> อรัญญา บุญธรรม พิมพ์รัตน์ โทกุล Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-21 2022-09-21 15 4 17 26 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ในจังหวัดสกลนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/256698 <p> การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ<br />ไวรัสโคโรนา 2019 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานในจังหวัดสกลนคร จำนวน 347 คน ระหว่างเดือนธันวาคม 2564 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2565 รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา : ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด สถิติเชิงอนุมาน : สถิติไคว์สแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 </span><span style="font-size: 0.875rem;">ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ปัจจัยระดับการศึกษา อาชีพ การเข้าถึงสถานบริการ การได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ และการได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับการรับรู้ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมาก ความรู้มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ และทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">r<sub>s</sub> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.169, </span><em style="font-size: 0.875rem;">r<sub>s</sub> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= -0.203, </span><em style="font-size: 0.875rem;">r<sub>s</sub></em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.217 ตามลำดับ)</span></p> <p> เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาวางแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างถูกต้องเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เสริมสร้างการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และพัฒนาต่อยอดไปยังกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ประชาชนทั่วไปต่อไป</p> ประภัสสร เรืองฤๅหาร วรินท์มาศ เกษทองมา วุธิพงศ์ ภักดีกุล Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-10-08 2022-10-08 15 4 27 41 การศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังของพยาบาลโรงพยาบาลชลบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/255569 <p> การวิจัยเชิงพรรณนาชนิดภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชลบุรี จำนวน 145 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและการตรวจร่างกายเพื่อหาลักษณะผิดปกติของขาที่เข้าได้กับโรคหลอดเลือดดำเรื้อรัง นำข้อมูลมาจำแนกระดับอาการทางคลินิก (CEAP Classification) วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาณด้วย Logistic Regression Analysis ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. กลุ่มตัวอย่างมีช่วงอายุ 22 ถึง 59 ปี มีความชุกของการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรัง (C0-C6) เท่ากับร้อยละ 66</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. อายุ และประวัติโรคหลอดเลือดดำในครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น 1 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดดำในครอบครัวจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังเพิ่มขึ้น 10 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติโรคหลอดเลือดดำในครอบครัว</span></p> <p> ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคหรือชะลอการดำเนินไปของโรค ควรหลีกเลี่ยงการนั่งไขว้ขาเป็นระยะเวลานาน การยกขาสูงเหนือระดับหัวใจ กระดกข้อเท้า การใส่ถุงน่องรัดขา และการสังเกตผิวหนังบริเวณขาเป็นประจำทุกวัน เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังในพยาบาลวิชาชีพในอนาคต</p> ศิวกร จิรหฤทัย ปริยนุช จันทร์สถิตานนท์ พินิจ หนูฤทธิ์ Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-10-17 2022-10-17 15 4 42 56 ผลของลูกประคบสมุนไพรผ้านาโนต่อระดับความปวดคัดตึงเต้านม และปริมาณน้ำนมมารดาหลังคลอดที่มีอาการคัดตึงเต้านม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/256590 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการนวดประคบสมุนไพรผ้านาโนต่อระดับความปวดคัดตึงเต้านมและปริมาณน้ำนมมารดาหลังคลอดที่มีอาการคัดตึงเต้านม กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอด 48 ชั่วโมงหลังคลอดที่มีอาการคัดตึงเต้านม ที่โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกคุณลักษณะที่กำหนด จำนวน 50 ราย แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 25 ราย และกลุ่มทดลองได้ประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพรผ้านาโน 25 ราย เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ลูกประคบสมุนไพรผ้านาโน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความปวด แบบประเมินการคัดตึงเต้านม และแบบประเมินการไหลของน้ำนม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป หาค่าเฉลี่ยความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Dependent t-test และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>มารดาที่มีปัญหาเต้านมคัดตึงที่ได้รับการประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพรผ้านาโนมีคะแนนเฉลี่ยความปวดดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 3.36 และ 6.00 คะแนน คัดตึงเต้านม 2.00 และ 3.44 คะแนน การไหลของน้ำนม 4.56 และ 2.00 คะแนน สรุปว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพรผ้านาโนสามารถลดอาการปวดคัดตึงเต้านมและเพิ่มปริมาณน้ำนมได้มากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> <p>จากผลการวิจัยนี้แสดงว่า พยาบาลควรนำลูกประคบสมุนไพรผ้านาโนไปใช้ในมารดาหลังคลอด เพื่อบรรเทาอาการคัดตึงเต้านม ทำให้มีปริมาณน้ำนมต่อเนื่องตลอดการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา</p> กัลยา นุตระ สิริกูล ปานทอง ชนัญชิดา วงษ์ท้าว Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-10-27 2022-10-27 15 4 57 68 ผลของการจัดการศึกษาแบบสหวิชาชีพต่อการรับรู้สมรรถนะในการทำงานร่วมกัน แบบสหสาขาวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต และนักศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/257412 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะในการทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพก่อนและหลังการเข้าร่วมการจัดการศึกษาแบบสหวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และศึกษาความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี และนักศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 54 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยการจับฉลากแบบไม่แทนที่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการจัดการศึกษาแบบสหวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบประเมินความสามารถในการทำงานของทีมสหวิชาชีพและแบบประเมินความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องพบว่าทุกข้อมีดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 ทุกข้อ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .81 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติ Dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>กลุ่มตัวอย่างรับรู้สมรรถนะในการทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพหลังการทดลองโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาแบบสหวิชาชีพอยู่ในระดับมาก (<em>M</em>=3.93, <em>SD</em>=0.76)</p> <p>อาจารย์และสถาบันการศึกษาควรจัดการศึกษาแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อส่งเสริมสมรรถนะในการทำงานร่วมกันระหว่างสหวิชาชีพซึ่งจะส่งผลให้การดูแลผู้ป่วยแบบครอบครัวเป็นศูนย์กลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> เยาวรัตน์ รุ่งสว่าง วรรณพร บุญเปล่ง สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ณัฐปัณฑ์ เพียรธัญญกรรม เมทณี ระดาบุตร Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-10-27 2022-10-27 15 4 69 79 การแปลด้วยวิธีกรรมการ: แนวปฏิบัติสำหรับการแปลเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/256167 <p>เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ ทำให้ผลลัพธ์ของงานวิจัยที่ได้มีความน่าเชื่อถือ ในปัจจุบันมีการนำเครื่องมือวิจัยที่ถูกพัฒนาในต่างประเทศมาใช้มากขึ้น การแปลเครื่องมือจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่เข้ามาช่วยถ่ายทอดสารจากภาษาต้นฉบับเป็นภาษาเป้าหมาย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการแปลด้วยวิธีกรรมการ เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการแปลเครื่องมือวิจัยที่ให้ผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน เท่าเทียมกับต้นฉบับ สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของภาษาเป้าหมาย และมีความโดดเด่นจากวิธีการแปลแบบอื่น ๆ เนื่องจากมีการประยุกต์แนวคิดของกระบวนการกลุ่มมาใช้ในการทำงานของคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และความชำนาญอันหลากหลายมาทำหน้าที่เป็นผู้แปล ผู้ตรวจทาน และผู้ตัดสินผลลัพธ์การแปลร่วมกันตามขั้นตอนที่เรียกว่าโมเดล TRAPD (Translation, Review, Adjudication, Pretesting, and Documentation) ที่ประกอบไปด้วยการแปล, การทบทวน, การตัดสินใจ, การทดสอบ, และการบันทึกผลการแปลที่ผ่านฉันทามติของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ด้วยจุดเด่นดังกล่าวจึงทำให้การแปลด้วยวิธีกรรมการเป็นวิธีที่มีมาตรฐานในระดับสากลและควรนำมาใช้ในการแปลเครื่องมือโครงการวิจัยในประเทศไทย</p> ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ ธนัตตา สุขสกุลวัฒน์ ศุภชัย รักแก้ว ทิพย์สุดา สำเนียงเสนาะ Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-10-27 2022-10-27 15 4 80 90