วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE <p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p> Education Development Group, Praboromarajchanok Institute of Heath Workforce Development th-TH วารสารการพยาบาลและการศึกษา 1906-1773 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูงของสถาบันพระบรมราชชนก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282832 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูงของสถาบันพระบรมราชชนก ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาศักยภาพและความสามารถของบุคลากร กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการ พนักงานราชการและพนักงานสถาบัน จำนวน 352 คน โดยใช้แบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่น .80 และสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง 5 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล 10 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างได้คะแนนความสอดคล้องรายข้อ .67 - 1.00 ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบโดยสรุปวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลจากขั้นตอนที่ 1 ยกร่างเป็นรูปแบบและนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นและปรับปรุง ขั้นตอนที่ 3 ประเมินคุณภาพโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 6 คน (Connoisseurship) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง ความครบถ้วนและความมีประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ศักยภาพและความสามารถของบุคลากร ด้านทักษะและความสามารถในการทำงาน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.02, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.62) ด้านธรรมาภิบาลและค่านิยมองค์กร (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.36, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.63) และด้านความพึงพอใจกับผลงาน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.06, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.66)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การระบุและคัดเลือก (Talent Identification) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ (Talent Development) การบริหารและติดตามผลการปฏิบัติงาน (Talent Performance Management) การรักษาและสร้างแรงจูงใจ (Talent Retention) และการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมีคุณภาพโดยรวมระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.67, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.05) โดยความเหมาะสม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.83, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.41) ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความมีประโยชน์ในระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.67, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.52) และความครบถ้วนในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.50, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.55)</span></p> <p>รูปแบบที่พัฒนาสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงระบบในการบริหารจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูงได้ อย่างไรก็ตาม ควรมีการนำรูปแบบไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริงเพื่อศึกษาประสิทธิผลและสนับสนุนการนำไปใช้ในระดับนโยบายต่อไป</p> วรนุช ทัศบุตร วราภรณ์ ยศทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-05 2026-02-05 19 1 e283013 e283013 ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุที่อาศัยในพื้นที่เกาะ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/284088 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในผู้สูงอายุที่อาศัยในหมู่บ้านเกาะช้าง ตำบลเกาะพยาม จังหวัดระนอง จำนวน 35 คน เข้าร่วมการอบรมส่งเสริมสุขภาพโดยกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ด้วยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในการอบรมให้ความรู้และฝึกทักษะเป็นเวลา 2 วัน เก็บรวบรวมข้อมูล ก่อนและหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 1 และ 4 ด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>หลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ การมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และการบริโภคอาหาร มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 การจัดการกับความเครียด มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยกิจกรรมทางกาย และการเจริญทางจิตวิญญาณ มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมไม่แตกต่างกัน</p> <p> แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ได้รับความรู้และทักษะในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสามารถช่วยปรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นหน่วยงานที่ให้การดูแลสุขภาพ จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชนต่อไป</p> ดวงใจ เปลี่ยนบำรุง ปาริฉัตร อุทัยพันธ์ ปริชาต คงที่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-05 2026-03-05 19 1 e284088 e284088 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280869 <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาต่อกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา 2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ มี 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพปัญหากระบวนการทำวิทยานิพนธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 113 คน 2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็น นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 10 คน 3) ประเมินประสิทธิผลต่อระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ <br />กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ One Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหากระบวนการทำวิทยานิพนธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.36, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.67) </span><span style="font-size: 0.875rem;">และพบว่า ส่วนใหญ่มีสภาพปัญหากระบวนการทำวิทยานิพนธ์ระดับมาก ประเด็นความสะดวกของระบบการติดตามสถานะคำร้อง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.32, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.52) การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการยื่นคำร้อง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.25, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.51) ความชัดเจนของเอกสารและแบบฟอร์มที่ต้องใช้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.90, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.82) และมีสภาพปัญหากระบวนการทำวิทยานิพนธ์ระดับน้อย ประเด็น ความสะดวกในการยื่นเอกสารคำร้องในการวิทยานิพนธ์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.01, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.80) ความเข้าใจในกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.04, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.74) การได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.20, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.74)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การออกแบบและพัฒนาระบบฐาน โดยใช้ภาษา PHP ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโปรแกรม XAMPP ในการจัดการฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์มี 3 ระบบย่อย ได้แก่ 1) PHG-1 การขออนุมัติชื่อเรื่องและแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา 2) PHG-2 การขออนุมัติสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ 3) PHG-3 การขออนุมัติสอบวิทยานิพนธ์ การประเมินประสิทธิภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การประเมินประสิทธิผลของระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.48, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.54) และพบว่ามีประสิทธิผลระดับมากที่สุด ได้แก่ ประเด็นการทำงานของระบบมีความคล่องตัวระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.68, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.46) ความเหมาะสมของระบบในการใช้งานกับสภาพปัจจุบัน ระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.56, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.49) และระบบมีการเรียกใช้ฐานข้อมูลของนิสิตได้อย่างถูกต้อง ระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.54, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.50)</span></p> <p>อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ควรนำระบบฐานข้อมูลกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ไปใช้ในการตรวจสอบ ติดตามการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต เพื่อผลักดันและวางแผนการทำวิทยานิพนธ์ให้นิสิตสำเร็จการศึกษาตามแผน</p> กมลพร จันทาคึมบง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 19 1 e280269 e280269 ผลกระทบของการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการและบุพปัจจัย ต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/277484 <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการต่อความมุ่งมั่นทางอาชีพ ความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการ และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ 2) ศึกษาผลกระทบของความมุ่งมั่นทางอาชีพและความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาพยาบาล ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบ explanatory sequential design ประกอบด้วย <br />3 ระยะ ได้แก่ (1) การทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย (2) การวิจัยเชิงปริมาณกับนักศึกษาพยาบาลจากมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 223 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง และ (3) การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยืนยันและอธิบายผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางตรงต่อความมุ่งมั่นทางอาชีพ </span><span style="font-size: 0.875rem;">(γ = 0.884, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) ความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการ (γ = 0.411, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ (γ = 0.242, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบอิทธิพลทางตรงต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ ทั้งนี้ พบอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแปรคั่นกลางดังกล่าว</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความมุ่งมั่นทางอาชีพมีอิทธิพลทางตรงต่อความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการ (β = 0.542, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ (β = 0.605, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) ขณะที่ความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการมีอิทธิพลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ (β = 0.316, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) และการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ (β = 0.194, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .01)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางตรงต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">(β = 0.545, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการได้ร้อยละ 90.4</span></p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาพยาบาลจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ระหว่างการจัดการศึกษา การเสริมสร้างแรงจูงใจทางอาชีพ และการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองเชิงผู้ประกอบการ</p> กฤษวโรตนม์ ภัทร์เชษฐ์โภคิน วาสนา มั่งคั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 19 1 e277484 e277484 ความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/278575 <p>การศึกษาเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติ โดยใช้สถานการณ์จำลอง การศึกษาพัฒนาแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) ให้ครอบคลุมถึงการรับรู้ความเพลิดเพลิน และสมรรถนะแห่งตนด้านเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลจำนวน 208 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลอง ซึ่งมีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยวิธีถดถอยแบบน้อยที่สุดบางส่วน (Partial Least Squares Structural Equation Modeling) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. การรับรู้ประโยชน์ และความเพลิดเพลินมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการใช้การฝึกอบรมด้วยสถานการณ์จำลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความเชื่อมั่นในตนเองด้านเทคโนโลยีมีผลต่อการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน</span></p> <p>การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบเครื่องมือจำลองที่มีความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา ทั้งนี้ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในบริบทและกรอบแนวคิด<br />ทางการศึกษาที่หลากหลายยิ่งขึ้น</p> ชมพูนุช โสภาจารีย์ ตะวัน โฮ วงศ์ใหญ่ ธีริศ เทพเฉลิม สร้อยฟ้า ปิ่นสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 19 1 e278575 e278575 การแปลและการตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบวัดผลกระทบอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด ฉบับภาษาไทย: การศึกษานำร่อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280398 <p>การศึกษาเบื้องต้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลแบบวัดผลกระทบอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัดจากฉบับภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแบบประเมินฯ ฉบับภาษาไทย โดยใช้กระบวนการที่ปรับปรุงจากแนวทางการแปลและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย 1) การแปลเครื่องมือจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย 2) การตรวจสอบเครื่องมือวิจัยฉบับแปลโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 3) การทดสอบเครื่องมือในผู้ใช้ภาษาไทยเพียงภาษาเดียว 4) การแปลย้อนกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ <br />5) การตรวจสอบความเท่าเทียมกันของเครื่องมือ โดยผู้พัฒนาเครื่องมือต้นฉบับ จากนั้นนำเครื่องมือฉบับภาษาไทยไปทดลองใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดระบบประสาทและสมอง จำนวน 20 ราย และหาความเชื่อมั่นระหว่างผู้สังเกต โดยพยาบาล 3 คน ในผู้ป่วย 10 ราย และวิธีทดสอบและทดสอบซ้ำ ในอีกผู้ป่วย 10 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. แบบวัดผลกระทบอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัดฉบับภาษาไทยที่ผ่านกระบวนการแปลตามขั้นตอนมาตรฐาน มีความทัดเทียมกับเครื่องมือต้นฉบับทั้งด้านภาษา เนื้อหา และความหมาย และมีความเหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมของผู้ป่วยไทย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการประเมินความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินและการทดสอบความเชื่อมั่นด้วยวิธีทดสอบและทดสอบซ้ำ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นใน คือ .92 และ .99 ตามลำดับ แสดงถึงความเชื่อมั่นของเครื่องมือในระดับ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ดีมาก</span></p> <p>แสดงให้เห็นว่าแบบวัดนี้มีความเชื่อมั่นของเครื่องมือในระดับดีมาก สามารถนำใช้ในการวัดผลกระทบอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัดในกลุ่มผู้ป่วยระบบประสาทและสมองได้ แต่อย่างไรก็ตามควรศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ขนาดใหญ่ขึ้น และหลากหลายบริบทเพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของเครื่องมือ</p> ณัฐชญา พึ่มกุล บุษบา สมใจวงษ์ ณิชาภัตร พุฒิคามิน วิภาวดี โพธิโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 19 1 e284088 e284088 การพัฒนาและประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์ ต่อการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยาของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282960 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์ ต่อการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยาของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษา ดำเนินการ 3 ระยะ ระยะที่ 1 การพัฒนาโปรแกรมฯ โดยการทบทวนเวชระเบียน สนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก และทบทวนวรรณกรรม ระยะที่ 2 การทดลองใช้และปรับปรุงโปรแกรม ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ระยะที่ 3 การทดสอบผลการใช้โปรแกรมฯ กับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดรักษาระยะฟื้นฟู และอยู่ในระยะติดตามผลการรักษา จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์ และแบบประเมินการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยา ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. มีโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์ของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษา เป็นกิจกรรมกลุ่ม ๆ ละ 60 นาที 4 กิจกรรมหลัก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ร่วมกับคู่มือการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์สำหรับผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษา</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยาของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษาก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ของกลุ่มทดลอง โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนการกำกับตนเองหลังทดลองสูงกวา กอนทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><strong style="font-size: 0.875rem;">t</strong><span style="font-size: 0.875rem;"> = -7.383, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยาของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยหลังได้รับโปรแกรม ค่าเฉลี่ยคะแนนการกำกับตนเองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 441, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p>โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจด้วยระบบออนไลน์สามารถเพิ่มการกำกับตนเองเพื่อการเลิกยาของผู้ป่วยติดยาเสพติดในระยะติดตามผลการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยในสถานบริการสุขภาพ และสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้</p> นุรินยา แหละหมัด บุบผา บุญญามณี สยาม มุสิกะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-14 2026-03-14 19 1 e282960 e282960