https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/issue/feed วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2022-05-01T12:39:48+07:00 ดร.กิตติพร เนาว์สุวรรณ kittiporn@bcnsk.ac.th Open Journal Systems <p> </p> <p><span lang="TH"><img src="https://www.img.in.th/images/3d38e531a6e80c007c8bd574079de506.jpg" /></span></p> <p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/255081 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและ พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง 2022-03-17T15:59:29+07:00 ปรีดา สาราลักษณ์ wararatt@bcnt.ac.th วรารัตน์ ทิพย์รัตน์ wararatt@bcnt.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงพลัดตกหกล้มในเขตเทศบาลนครตรัง จำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 29 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลและผู้สูงอายุ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านความเข้าใจโดยใช้ KR 20 ได้ค่าเท่ากับ .73 ด้านการเข้าถึง ด้านการไต่ถาม ด้านการตัดสินใจ และด้านการนำไปใช้ รวมทั้งเครื่องมือพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม ทดสอบโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1, กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มหลังได้รับโปรแกรมฯ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=113.45, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=15.25 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=82.0, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=9.07 ตามลำดับ) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=96.45, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=8.19 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=76.83, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=8.63 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=7.28, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=14.31,</span><em style="font-size: 0.875rem;"> p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001 ตามลำดับ)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ มีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มหลังได้รับโปรแกรมฯ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=113.45, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=15.25 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=82.0, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=9.07 ตามลำดับ) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมฯ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=96.83, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=13.67 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=76.03, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=7.38 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.37, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.75,</span><em style="font-size: 0.875rem;"> p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.01 ตามลำดับ)</span></p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพมาใช้ในการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ และประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแล</p> 2022-06-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/253528 ประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาลที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก 2022-04-11T08:54:25+07:00 เปรมฤดี ศรีวิชัย premrudee5@gmail.com สันติ บูรณะชาติ premrudee5@gmail.com สมบัติ นพรัก premrudee5@gmail.com น้ำฝน กันมา premrudee5@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรนนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ศึกษาประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาล และความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก 2) ศึกษาอิทธิพลของประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาลที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กลุ่มตัวอย่าง เป็นอาจารย์พยาบาล จำนวน 272 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ข้อมูลส่วนบุคคล ประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาล และความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาล ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.38, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.63)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาล ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.27, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.71)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีดังนี้ ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล มี 2 ปัจจัย ได้แก่ ทัศนคติ และสุขภาพ ด้านความพยายามในการทำงาน มี 2 ปัจจัย ได้แก่ การสำรวจตนเอง และปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง ด้านสภาพแวดล้อมของบุคคล มี 4 ปัจจัย ได้แก่ การจัดการความรู้ ขีดความสามารถและอัตรากำลังของบุคลากร ค่าตอบแทนและผลประโยชน์เกื้อกูล และบรรยากาศการทำงานของบุคลากร ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 66.90</span></p> <p>ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาปัจจัยประสิทธิภาพอาจารย์พยาบาลที่มีอิทธิพลทำนายความยั่งยืนของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง</p> 2022-04-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/253317 การจัดการของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม 2022-02-08T16:17:42+07:00 ปรียธิดา ชลศึกเสนีย์ preeyatida.cho@siam.edu วรรณภา ศรีธัญรัตน์ preeyatida.cho@siam.edu <p>การวิจัยสร้างทฤษฎีจากข้อมูลนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์การจัดการของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแลในครอบครัวรวม 60 คน จาก 49 ครอบครัว เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต ใช้การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบข้อมูล ผลการศึกษา พบทฤษฎีการจัดการของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อม เป็นกระบวนการการจัดการของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปตามการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมใน 4 ระยะ คือ 1) ระยะเริ่มเปลี่ยน-จัดการตามข้อสงสัย 2) ระยะเปลี่ยนมากขึ้น-จัดการเฝ้าระวังความเสี่ยง 3) ระยะเป็นหนัก-จัดการปรับใจและปรับตัว และ 4) ระยะทรุดลง-จัดการเตรียมใจและเตรียมการครอบครัว (เผชิญการสูญเสีย) ข้อค้นพบนี้เสนอแนะว่า กระบวนการการจัดการของครอบครัวเพื่อการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมนั้นต้องคำนึงถึงการรับรู้ในการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยเงื่อนไขของการจัดการในแต่ละระยะ ซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์เชิงบวกหรือเชิงลบในการจัดการในแต่ละระยะตลอดกระบวนการนี้</p> 2022-05-05T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/252078 ประสบการณ์พยาบาลวิชาชีพในการจัดการปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติก 2022-04-18T09:01:44+07:00 สมดี อนันต์ปฏิเวธ somdee@stic.ac.th อารีย์ ชูศักดิ์ somdee@stic.ac.th เกศยุพี วัฒนะธนากร somdee@stic.ac.th <p>การศึกษาเชิงคุณภาพเชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการจัดการปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติก ผู้ให้ข้อมูลหลัก เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการดูแลและจัดการกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติกมากกว่า 10 ปีขึ้นไป จำนวน 11 ราย เลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกและบันทึกเทป และนำข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาตามวิธีการของแวน มาเนน ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการจัดการปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติกมี 4 ประเด็นหลักดังนี้ 1) การปรับเปลี่ยนปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติกให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 2) การพัฒนาสมรรถนะและคุณลักษณะที่ดีของพยาบาลวิชาชีพ 3) การจัดการช่วยเหลือในเชิงระบบบริการสุขภาพ และ 4) การส่งเสริมความเข้าใจและความสามารถของผู้ปกครองและครูในการจัดการปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติก</p> <p>ผลวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลและจัดการปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติก สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเด็กออทิสติกและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น</p> 2022-05-06T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/254527 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีต่อการไหลของน้ำนม และระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าของมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 2022-04-07T14:15:55+07:00 กัญญาภัค ปลื้มใจ tangmoe101@gmail.com ศศิกานต์ กาละ kalasasikarn@gmail.com สุรีย์พร กฤษเจริญ kalasasikarn@gmail.com <p>การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีต่อการไหลของน้ำนมและระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าของมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง จำนวน 50 ราย คัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด สุ่มเข้ากลุ่มโดยใช้โปรแกรมสุ่มในคอมพิวเตอร์ เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 26 ราย และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรี 24 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ทดลองได้แก่ คู่มือส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง โทรศัพท์มือถือที่บรรจุไฟล์ดนตรีบรรเลงพร้อมหูฟังไร้สาย 2) เครื่องมือที่ใช้กำกับการทดลอง ได้แก่ แบบบันทึกการฟังดนตรีผ่อนคลายด้วยตนเอง และ 3) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบบันทึก 3 ชุด ได้แก่ 3.1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางสูติศาสตร์ 3.2) แบบประเมินการไหลของน้ำนม และ 3.3) แบบบันทึกระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้า โดยแบบประเมินการไหลของน้ำนมและแบบบันทึกระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.8 และ 1 ตามลำดับ แบบบันทึกระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของการสังเกตในมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 10 ราย ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมติฐานโดยใช้สถิติความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ วิธีบอนเฟอโรนี่เปรียบเทียบรายคู่และสถิติทีอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มารดากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีมีคะแนนเฉลี่ยการไหลของน้ำนมในชั่วโมงที่ 24, 48, และ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัดคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=504.08, <em>p</em>&lt;.001) และมารดากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรียังมีระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าที่เร็วกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติถึง 14 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001)</p> <p> จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีช่วยส่งเสริมการไหลของน้ำนมและช่วยให้ระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าเร็วขึ้น พยาบาลจึงควรนำโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาหลังผ่าตัดคลอด</p> 2022-05-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/255373 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 สำหรับนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ 2022-05-01T12:39:48+07:00 สุชาดา นิ้มวัฒนากุล oranute@bcnsurin.ac.th อรนุช ประดับทอง oranute@bcnsurin.ac.th ธิดารัตน์ คณึงเพียร thidarat@bcnsurin.ac.th สุขุมาล แสนพวง oranute@bcnsurin.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน และ 3) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักศึกษาพยาบาล หลังได้รับการเรียนรู้แบบผสมผสาน ดำเนินการงาน เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ โดยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการสอนแบบผสมผสานฯ ตามแนวคิดของ Carmen (2005) โดยทดสอบคุณภาพของรูปแบบฯ แบ่งเป็น การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จำนวน 3 คน การทดลองกับกลุ่มขนาดเล็ก จำนวน 10 คน และนำผลการทดลองมาปรับปรุงรูปแบบและนำไปทดลองใช้จริง และระยะที่ 3 ศึกษารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานฯ โดยการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง แบบวัดสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .86, .92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาและความต้องการของผู้เรียนในรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 โดยค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ วิธีการวัดและประเมินผลมีความยุติธรรม รองลงมาคือ อาจารย์สนับสนุนความตั้งใจในการสืบค้นและช่วยเสาะหาวิธีการสืบค้น นักศึกษามีความต้องการให้มีกิจกรรมกลุ่มและวิดีโอที่หลากหลาย พัฒนาสื่อประกอบการสอนวิดีโอและแผนผังความคิด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานฯ ตามแนวคิดของคาเมนท์ ที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) บรรยายแบบมีส่วนร่วมและการเรียนรู้จากสื่อวิดีโอโดยผู้เรียนและผู้สอนอยู่ร่วมกันในเวลาเดียวกัน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบออนไลน์ร้อยละ 40 บรรยายในห้องเรียนร้อยละ 60 2) บทเรียนบน Google Classroom 3) การวิเคราะห์กรณีศึกษาเป็นกลุ่ม 4 บทเรียน 4) ทำแบบทดสอบย่อย การสอบกลางภาคและปลายภาค 5) ศึกษาค้นคว้าในฐานข้อมูลออนไลน์</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเอง และสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศพบว่าหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-3.062, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.01; </span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-12.474, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001) และ นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4 ระยะ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ขึ้นไป</span></p> <p>รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้แนวคิดของคาร์เมนท์สามารถส่งเสริมสมรรถนะเรียนรู้แบบนำตนเอง เทคโนโลยีสารสนเทศ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนในรายวิชาทางการพยาบาลในภาคทฤษฎีได้ และในการศึกษาต่อไปควรศึกษาเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรู้แบบเผชิญหน้าหรือแบบออนไลน์ </p> 2022-05-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/253407 สภาพปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูง ของวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก 2021-12-08T10:18:53+07:00 นงณภัทร รุ่งเนย nongnaphat@pckpb.ac.th ศิริพร ครุฑกาศ nongnaphat@pckpb.ac.th ปาณิสรา ส่งวัฒนายุทธ nongnaphat@pckpb.ac.th ชุติมา มาลัย nongnaphat@pckpb.ac.th ปานทิพย์ ปูรณานนท์ nongnaphat@pckpb.ac.th <p> การวิจัยแบบผสมผสานนี้เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรคของการบริหารงานและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูงของวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนกตามนโยบายประเทศไทย 4.0 กลุ่มตัวอย่างสำหรับวิธีการเชิงปริมาณ คือ อาจารย์พยาบาล จำนวน 295 คน และวิธีการเชิงคุณภาพ คือ ผู้บริหารจำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรคและแนวทางพัฒนาสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูง ตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ .95 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ค่าเฉลี่ยสภาพปัจจุบันในการบริหารสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูงอยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.82, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.48) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเปิดกว้างทางความคิดและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.97, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=55) ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านคุณภาพของบุคลากร (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.60, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=60) ปัญหาอุปสรรคในการบริหารสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูง ความถี่สูงสุด ได้แก่ อาคารและสถานที่ไม่เพียงพอ (ร้อยละ 52.88) สำหรับความถี่ต่ำสุด ได้แก่ โครงสร้างองค์กรไม่เหมาะสม (ร้อยละ 9.15) องค์ประกอบขององค์กรสมรรถนะสูงของวิทยาลัยพยาบาล คือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ บุคลากรมีศักยภาพสูง มีผลิตภาพและนวัตกรรมสร้างสรรค์ มีศักยภาพในการแข่งขัน และมีการบริหารจัดการที่ดี</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาสถาบันสู่องค์กรสมรรถนะสูงของวิทยาลัยพยาบาลตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมความเป็นอิสระในการดำเนินงาน 2) การยกระดับคุณภาพผลผลิตอย่างก้าวกระโดด 3) การเปิดกว้างทางความคิดและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ 4) การพัฒนาคุณภาพของการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์แบบมืออาชีพและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี 5) การยกระดับคุณภาพของบุคลากรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และ 6) การมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะยาวที่มีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน</span></p> <p> ดังนั้นวิทยาลัยควรพัฒนาแผนกลยุทธ์โดยกำหนดวิสัยทัศน์และภาพอนาคตที่ท้าทาย ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับให้มีสมรรถนะสูง พัฒนาการบริหารจัดการมุ่งผลลัพธ์โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนการดำเนินงาน และจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ</p> 2022-06-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการพยาบาลและการศึกษา