https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/issue/feed วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2026-04-19T12:41:31+07:00 ผศ.ดร.กิตติพร เนาว์สุวรรณ kittiporn@bcnsk.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282212 ประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยกรณีการให้บริการรักษาไม่เร่งด่วนและเร่งด่วนสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจังหวัดเพชรบุรี 2025-12-24T14:00:14+07:00 อรรถสิทธิ์ นวะอภิศักดิ์ noppcha.s@cmu.ac.th นภชา สิงห์วีรธรรม noppcha@hotmail.com พัลลภ เซียวชัยสกุล noppcha.s@cmu.ac.th พิเชษ พัวพันกิจเจริญ noppcha.s@cmu.ac.th พงศกร อุ่นเป็นนิจ noppcha.s@cmu.ac.th <p>การวิจัยแบบย้อนหลังนี้เพื่อศึกษาสถานการณ์และประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยกรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วน สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke fast track: SFT) โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคสมองขาดเลือด ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรี ปี 2562 – 2566 ฐานข้อมูล HosXP ภายใต้กองทุนค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขบริการเฉพาะกรณีโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke Fast Track) จาก 3 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลการเข้ารับบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ระดับ<br />ความรุนแรงของผู้ป่วยโรคสมองตายเพราะขาดเลือดโดยการตรวจทางระบบประสาทด้วย National Institute of Health Stroke Scale (NIHSS) และการวิเคราะห์อัตราการรอดชีพผู้ป่วยหลังจากวันวินิจฉัยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ด้วย Kaplan-meier ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองปีงบประมาณ 2562 - 2566 มีจำนวนผู้ป่วย 6,410 ราย พบในเพศชายมากกว่าหญิงและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในทั้งสองเพศระดับความรุนแรงของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในกลุ่มที่ไม่ได้รับยา rt-PA ส่วนใหญ่มีอาการต่ำถึงปานกลางร้อยละ 90 และในกลุ่มที่ได้รับยา rt-PA พบผู้ป่วยมีระดับปานกลางทั้งหมด ความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเข้าสู่ระบบ SFT ร้อยละ 43.49 ผู้ป่วยกลุ่มเนื้อสมองตายเพราะขาดเลือดเข้าสู่ระบบ SFT ร้อยละ 68.66 ได้รับยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) ร้อยละ 23.91 อัตราการรอดชีพของผู้ที่ได้รับยา rt-PA ร้อยละ 93.56 โรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะการแตกของหลอดเลือด (ICD10: I60.0-I62.9) มีอัตราการรอดชีพผู้ป่วยหลังจากวันวินิจฉัยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ต่ำที่สุด และรองลงมาโรคหลอดเลือดสมองตีบและตัน (ICD:I63.0 – I63.9) </p> <p>ควรเพิ่มความครอบคลุมการเข้าถึงบริการจากระบบบริการในโรงพยาบาลลูกข่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการกรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วนในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตันได้เพิ่มสูงขึ้น</p> 2026-04-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/284879 ความรอบรู้ด้านโภชนาการของผู้ปกครองและความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็ก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง 2026-01-10T11:09:37+07:00 อนัญญา ประดิษฐปรีชา Anunya.Pra@stou.ac.th อรนุช พวงมาลัย oranud.ph@gmail.com สรชา ผูกพันธ์ soracha@snru.ac.th จุฑามาศ กองผาพา juthamas.kon@ku.ac.th <p>การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการของผู้ปกครองแยกตามเพศ และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการกับภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียนในจังหวัดสกลนคร ประเทศไทย ดำเนินการในคู่ผู้ปกครองและเด็กจำนวน 414 คู่ โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ประเมินความรอบรู้ด้านโภชนาการของผู้ปกครองครอบคลุม 6 ด้าน ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .78 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ .84 และแบบประเมินภาวะโภชนาการของเด็กกำหนดโดยใช้ค่าคะแนนมาตรฐานดัชนีมวลกายตามเกณฑ์อายุ (BMI-for-age z-scores: BAZ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ผู้ปกครองร้อยละ 43.48 มีความรอบรู้ด้านโภชนาการที่เพียงพอ โดยผู้ปกครองเพศหญิงมีระดับความเพียงพอในด้านการจัดการตนเองสูงกว่า ในขณะที่ด้านความรอบรู้เท่าทันสื่อเป็นด้านที่คะแนนน้อยที่สุดในทั้งสองเพศ และจากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปรเผยให้เห็นว่า เด็กที่มีผู้ปกครองที่มีความรอบรู้ด้านโภชนาการระดับไม่เพียงพอ (<em>AOR</em> = 2.22, <em>95%CI</em>: 1.10 - 4.48) หรือระดับปานกลาง (<em>AOR</em> = 2.15, <em>95%CI</em>: 1.24 - 3.72) มีโอกาสเกิดผลลัพธ์ทางโภชนาการที่ไม่ดีสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ปกครองที่มีอายุมาก (≥51 ปี;<em> AOR</em> = 2.14) และเด็กเพศชาย (<em>AOR </em>= 1.55) ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้เน้นย้ำถึงช่องว่างระหว่างวัยในความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความจำเป็นในการดำเนินมาตรการที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรอบรู้เท่าทันสื่อ นโยบายสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลางและเหมาะสมกับบริบททางเพศ เพื่อเพิ่มสมรรถนะของผู้ปกครองในการประเมินข้อมูลด้านโภชนาการและบรรเทาภาวะทุพโภชนาการแบบซ้ำซ้อนของประเทศไทย</p> 2026-05-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280424 ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับต่อความสมบูรณ์แข็งแรง ของผิวหนังและอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2 โรงพยาบาลนครพิงค์ 2025-09-28T09:59:28+07:00 วาริกา อภัย Warika.mooyok@gmail.com อรรถวิทย์ จันทร์ศิริ utthawit_j@payap.ac.th อภินันท์ คำอาจ utthawit_j@payap.ac.th จินตนา อิศรนาเวศ utthawit_j@payap.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลภายหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนความสมบูรณ์แข็งแรงของผิวหนังและอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับภายหลังการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมที่เข้ารับการรักษา ณ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2 โรงพยาบาลนครพิงค์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 68 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 34 คน และกลุ่มทดลอง 34 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและภาวะสุขภาพ 2) แบบบันทึกความสมบูรณ์แข็งแรงของผิวหนัง (ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87) 3) แบบบันทึกอุบัติการณ์<br />การเกิดแผลกดทับ (ค่าความเที่ยงแบบสังเกตร่วมเท่ากับ .92) และ 4) แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ โดยเครื่องมือทั้งหมดมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นจากกรอบแนวคิดของสมาคมพยาบาลออนทาริโอ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ การประเมินความเสี่ยงทุก 48 ชั่วโมง การดูแลสภาพผิวหนัง การจัดท่าทุก 2 ชั่วโมง การใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกด การดูแลภาวะโภชนาการ และการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ โดยดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 5 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Mann-Whitney U test สถิติ Chi-Square Test และ Fisher's Exact Test ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการทดลอง กลุ่มควบคุมมีผิวหนังผิดปกติร้อยละ 24 ขณะที่กลุ่มทดลองมีผิวหนังผิดปกติ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ร้อยละ 20.59 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .113)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ กลุ่มทดลองมีอุบัติการณ์ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 17.64 และ 32.35)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3.มี Relative Risk = 1.83 (95% CI: 0.77 - 39) Absolute Risk Reduction = .147 (95% CI: -0.06 - 0.35) Number Needed to Harm = 7 และ Odds Ratio = 2.23 (95% CI: 0.72 - 6.96)</span></p> <p>แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับที่พัฒนาขึ้นแสดงแนวโน้มในการลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับและช่วยรักษาความสมบูรณ์ของผิวหนังในผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม แม้ว่าผลจะยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การลดลงของอุบัติการณ์แผลกดทับร้อยละ 14.71 ถือเป็นผลลัพธ์ทางคลินิกที่สำคัญ</p> 2026-05-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282187 ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน 2026-01-07T20:32:56+07:00 ศิริพร กุณา jekporn25@gmail.com วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล warineei@yahoo.com วิไลวรรณ ทองเจริญ warineei@yahoo.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิต และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองระดับต่ำและปานกลาง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอ่ายนาไลย ด้วยการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลอง แล้วเลือกกลุ่มเปรียบเทียบจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไหล่น่าน ที่มีอายุ ความดันโลหิต<br />ซิสโตลิก และระยะเวลาการเจ็บป่วยใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือทดลอง ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 2) แบบบันทึก และ 3) แอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถาม มี 2 ส่วน (1) ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลสุขภาพ และ (2) พฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองด้านรับประทานอาหารและยา ส่วนที่ 2 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .88 และ .93 2) เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัล และ 3) แบบประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยใช้ตารางสี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบวิลคอกซันแมทช์แพร์สซายน์แรงค์ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และมินิแทบ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม </span><span style="font-size: 0.875rem;">และเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิก ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม</span><span style="font-size: 0.875rem;">และลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>ดังนั้น สามารถนำโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไปประยุกต์ใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน เป็นต้น</p> 2026-05-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280480 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในวิชาการบริหารการพยาบาล ต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการทำโครงงาน ของนิสิตพยาบาล ชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยพะเยา 2025-12-19T12:30:42+07:00 ศิริพร แสงศรีจันทร์ siriporn.sa@up.ac.th วรัทยา กุลนิธิชัย waratya.ku@up.ac.th พัชรินทร์ สังวาลย์ patcharin.su@up.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอน โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชาการบริหารการพยาบาล และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะการทำโครงงานหลังการทดลองกับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตพยาบาลชั้นปี 3 จำนวน 109 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในวิชาการบริหารการพยาบาล จำนวน 6 ครั้ง ในระยะเวลา 16 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป โปรแกรมการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน แบบประเมินทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนิสิตพยาบาล และแบบประเมินทักษะการทำโครงงานในวิชาการบริหารการพยาบาล เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .93 และ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ One-sample Wilcoxon Signed-ranks Test ผลการวิจัยพบว่า </p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังได้รับโปรแกรมค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยรวม และรายด้าน</span><span style="font-size: 0.875rem;">การวิเคราะห์ ด้านการประเมิน ด้านการสรุปอ้างอิง และด้านการอธิบาย สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ด้านการตีความ และด้านการควบคุมตนเองด้านการคิด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังได้รับโปรแกรมค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะในการทำโครงงานในวิชาการบริหารการพยาบาลของนิสิตพยาบาลชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยพะเยา ทั้งโดยรวมและรายด้านสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ที่ระดับ .001</span></p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะให้รายวิชาการบริหารการพยาบาลนำการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานไปใช้เป็นแนวทางหลักโดยออกแบบโครงงานจากสถานการณ์จริง จัดกิจกรรมอภิปรายและสะท้อนคิดอย่างต่อเนื่องและประเมินผลด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและเตรียมความพร้อมของนิสิตพยาบาลสู่การปฏิบัติงานวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/279892 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน และน้ำหนักตัวของเด็กวัยเรียน 2025-11-08T23:21:35+07:00 ภัทรานิษฐ์ จองแก pimjai@bcnc.ac.th พิมพ์ใจ อุ่นบ้าน pimjai@bcnc.ac.th ณัฎชญาดา ราชวัง pimjai@bcnc.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน และน้ำหนักตัวในเด็กวัยเรียนกลุ่มตัวอย่างคือ เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 อายุ 9 - 12 ปี ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคอ้วนของเด็กวัยเรียนที่พัฒนาตามแนวคิดของนัทบีม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ .90 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย คือ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข คำนวณสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 และ .80 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้านความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ คำนวณ KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .76 และแบบบันทึกน้ำหนักตัวของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบค่าทีสำหรับ 2 กลุ่มสัมพันธ์กัน และสถิติทดสอบค่าทีสำหรับ 2 กลุ่มไม่สัมพันธ์กัน <br />ผลการศึกษา พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่า</span><span style="font-size: 0.875rem;">กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt; .001) และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) </span><span style="font-size: 0.875rem;">กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวไม่แตกต่างกัน</span></p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลในการเสริมสร้างและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบุคลากรทางการศึกษา/สาธารณสุข จึงควรนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/281423 การศึกษาเปรียบเทียบความว้าเหว่ของวัยรุ่นในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกัน 2025-11-09T00:02:05+07:00 จิดาภา ผูกพันธ์ ่jpoogpan@gmail.com รรฤณ แสงแก้ว rarin.s@ku.th ชูชาติ วงศ์อนุชิต rarin.s@ku.th เกษวลี กองทอง rarin.s@ku.th สุรพงษ์ ศรีเศรษฐา rarin.s@ku.th ธนพร ปะวะเส rarin.s@ku.th <p>การวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความว้าเหว่ของวัยรุ่นในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกัน และ 2) เปรียบเทียบความว้าเหว่ของวัยรุ่นใน<br />แต่ละกลุ่มตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 13 – 18 ปี จากครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกัน กลุ่มละ 121 คน ในจังหวัดมหาสารคาม สุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม วัดความว้าเหว่ด้วยแบบวัด RULS-6 (Cronbach's Alpha = .86) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent samples t-test ผลการวิจัยแยกตามวัตถุประสงค์ พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. เด็กวัยรุ่นในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีคะแนนเฉลี่ยความว้าเหว่ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 14.89, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.97) สูงกว่าเด็กวัยรุ่นในครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกัน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 13.75, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.17) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .030) ทั้งสองกลุ่มมีระดับความว้าเหว่อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อพบว่าเด็กวัยรุ่นในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีคะแนนเฉลี่ยระดับปานกลางทุกข้อ (12 – 2.74) ส่วนครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกันมีคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมระดับปานกลาง (1.87 – 2.56)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ในกลุ่มครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว พบว่าเพศมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .005) โดยเด็กวัยรุ่นหญิงมีคะแนนความว้าเหว่สูงกว่าเด็กวัยรุ่นชาย (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 15.56, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.03 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 13.38 , </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.42 ตามลำดับ) ส่วนปัจจัยด้านอายุ รายได้ครอบครัว ระยะเวลาที่อยู่ในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และอายุของเด็ก</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. เมื่อเริ่มอยู่ในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มครอบครัวพ่อแม่</span><span style="font-size: 0.875rem;">อยู่ด้วยกัน พบว่ารายได้ครอบครัวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .048) โดยเด็กวัยรุ่นในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีคะแนนความว้าเหว่สูงกว่าครอบครัวที่มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 14.44, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.90 และ </span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 12.80, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.19 ตามลำดับ) ส่วนปัจจัยด้านเพศและอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p>ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความว้าเหว่แตกต่างกันตามโครงสร้างครอบครัว โดยเพศเป็นปัจจัยสำคัญในกลุ่มครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ในขณะที่รายได้ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญในกลุ่มครอบครัวพ่อแม่อยู่ด้วยกัน</p> 2026-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา