https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/issue/feed
วารสารการพยาบาลและการศึกษา
2026-09-07T21:35:08+07:00
ผศ.ดร.กิตติพร เนาว์สุวรรณ
kittiporn@bcnsk.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขเป็นวารสารในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์<br />และเทคโนโลยี ที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย<br />(Thai Journal Citation Index Center: TCI Center) มีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <p class="body1">1. เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ด้านการพยาบาล การผดุงครรภ์ การศึกษาพยาบาล และสุขภาพ</p> <p class="body1">2.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการของพยาบาล อาจารย์พยาบาลและบุคลากรทางสุขภาพ</p> <p class="body1">3. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรทางสุขภาพทั่ประเทศ<br />กำหนดการออกวารสาร</p> <p class="body1"><strong>วารสารการพยาบาลและการศึกษา เป็นวารสารราย 3 เดือน กำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ดังนี้</strong></p> <p class="body1"> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม<br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282841
ผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อการรับรู้ พฤติกรรม และภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
2025-12-19T14:12:08+07:00
ลีลาวดี ท้าวทา
oilly.leelawadee@gmail.com
วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล
warineei@yahoo.com
ชื่นจิตร โพธิศัพท์สุข
warineei@yahoo.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อน และภาวะสุขภาพของกลุ่มทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ อายุ 35 - 65 ปี ที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า ศึกษาจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอสะเลียมด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลอง แล้วเลือกกลุ่มควบคุมจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอยยาวให้สองกลุ่มมีความดันโลหิตซิสโตลิกและอายุใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือทดลอง ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ 2) แบบบันทึก และ 3) แอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามมี 3 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพ (2) การรับรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนและพฤติกรรม และ (3) พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อน แบบสอบถามส่วนที่ 2-3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากัน คือ 1.00 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ระหว่าง .82 - .90 2) เครื่องวัดความดันโลหิตและเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ T -Test, Wilcoxon Matched Pairs Signed Rank Test และ Mann-whitney U Test ผลการวิจัย พบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตซิสโตลิก ไดแอสโตลิก และน้ำหนักตัวลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ส่วนความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ที่ระดับ .05<br /></span>ควรพัฒนาโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ที่มีอุบัติการณ์สูงในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง</p>
2026-09-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/282588
ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2025-11-09T00:28:07+07:00
รุจิรา อยู่อินทร์
rujirayuin@gmail.com
สุทธิดา พงษ์พันธ์งาม
sutthida.ph@up.ac.th
เบญจมาศ สุขสถิตย์
sutthida.ph@up.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการ ณ คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 388 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองแบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกไบนารีแบบตัวแปรเดียวและพหุตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า<br />ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) และคุณภาพการนอนหลับ ต่อมาได้คัดเลือกตัวแปรที่มีค่า <em>p-value</em> < .25 ได้แก่ อายุ เชื้อสาย สถานภาพสมรส อาชีพ การสูบบุหรี่ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน FBS และคุณภาพการนอนหลับ เข้าสู่การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกไบนารีแบบพหุตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่มีค่า FBS อยู่ระหว่าง 131 – 160 มก./ดล. มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มี FBS อยู่ในเกณฑ์ปกติ 2.43 เท่า และผู้ที่มีค่า FBS สูงกว่า 160 มก./ดล. มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีค่า FBS ในระดับปกติ 11.40 เท่า สำหรับคุณภาพการนอนหลับ พบว่า ผู้ที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีคุณภาพการนอนหลับดี 2.87 เท่า</p> <p>สรุปได้ว่า ค่า FBS และคุณภาพการนอนหลับ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการพยาบาล การออกแบบโปรแกรมการดูแลผู้ป่วย การพัฒนารูปแบบการลดระดับน้ำตาลในเลือดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p>
2026-09-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/280464
การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2025-09-28T10:00:07+07:00
ประวีดา คำแดง
praveeda9@gmail.com
อรุณี กานนถาวรโชติ
praveeda_kam@cmru.ac.th
ปรัชญา กรรณิกา
praveeda_kam@cmru.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยบูรณาการแนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA แนวคิดความเท่าทันต่อโรค (7A’s) และมิติการมี<br />ส่วนร่วมของผู้ป่วย 5 ด้าน (5E) และ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นต่อระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วย การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบ โดยการทบทวนวรรณกรรมแนวคิดการจัดการตนเองตามกรอบ PDCA ร่วมกับแนวคิดความเท่าทันต่อโรค (7A’s) และมิติการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย (5E) และระยะ<br />ที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 60 คน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลในเขตพื้นที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีชื่อว่า The PDCA-7A-5E Integrated Model for Hypertension Self-Management Support ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความถูกต้อง เหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทชุมชนห่างไกล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลของการใช้รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีคะแนน</span><span style="font-size: 0.875rem;">การจัดการตนเองโดยรวมหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001) และมีคะแนนการจัดการตนเองโดยรวมสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = .005) นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตทั้งขณะหัวใจบีบตัวและขณะหัวใจคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .05) เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ</span></p> <p>รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายและแนวทาง<br />การจัดบริการสุขภาพเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องและลดภาวะเสี่ยงของโรคในระยะยาว</p>
2026-09-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/287506
ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการคัดกรองภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุในชุมชน
2026-07-25T14:07:08+07:00
นพดล ทองอร่าม
nopadol@phcsuphan.ac.th
ศรีสุรางค์ เคหะนาค
Srisurang.ka@phcsuphan.ac.th
<p>วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้และทักษะในการคัดกรองภาวะโภชนาการผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. จำนวน 84 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 42 คน พัฒนาโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การสาธิต การฝึกปฏิบัติสถานการณ์จำลอง และการใช้จริงในพื้นที่ เครื่องมือการวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ระหว่าง .67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรคูเดอร์–ริชาร์ดสัน เท่ากับ .72 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์ Paired Samples T-Test และ Independent T-Test ผลการวิจัย พบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้น จาก 7.60 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.20) เป็น 13.50 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.80) และมีคะแนนเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นจาก 31.43 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 9.64) เป็น 45.29 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.55) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพัฒนาการด้านความรู้ และทักษะ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยกลุ่มทดลองมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เท่ากับ 5.86 กลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.86 และมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะเท่ากับ 13.86 กลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.71</span></p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานสาธารณสุข ควรบูรณาการแบบประเมินภาวะโภชนาการผู้สูงอายุในชุมชน โดยใช้เกณฑ์ระดับสี (Elderly-MNA–TL) เข้าสู่ระบบบริการปฐมภูมิเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังเชิงรุก และควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้วยรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นการสาธิตและฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการคัดกรองและการจัดการข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/285796
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานต่อสมรรถนะจัดการสุขภาวะชุมชนของนักศึกษาพยาบาล: การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน
2026-06-11T22:18:28+07:00
วรรณศิริ ศรีสุข
wansiri@pnc.ac.th
รุ่งอรุณ ศึกสงคราม
rungarun@pnc.ac.th
อรพินท์ สุทธิสหัส
orapin@pnc.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของนักศึกษาพยาบาลหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานผ่านโครงการส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนรายวิชาการพยาบาลและบริหารจัดการสุขภาวะชุมชน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 146 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะด้านความรู้ เจตคติ และทักษะการจัดการสุขภาวะชุมชน จำนวน 25 ข้อ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาในภาพรวมเท่ากับ .94 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .97 และใบงานสะท้อนคิด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired T-Test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ก่อนการจัดโครงการนักศึกษามีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยด้านความรู้ เจตคติ และทักษะการจัดการสุขภาวะชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 18.70, 31.71 และ 45.73 ตามลำดับ) ภายหลังการจัดโครงการส่งเสิรมสุขภาพในชุมชน คะแนนสมรรถนะทั้งสามด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ด้านความรู้ <em>M</em> = 22.24, <em>SD</em> = 2.51, <em>t</em>(145)= 14.137, <em>p</em><em>-value</em> < .001; ด้านเจตคติ <em>M </em>= 36.35, <em>SD</em> = 3.46, <em>t</em>(145) = 13.654, <em>p</em><em>-value</em> < .001; ด้านทักษะ <em>M </em>= 53.69, <em>SD</em> = 5.52, <em>t</em>(145) = 14.453, <em>p</em><em>-value</em> < .001) เช่นเดียวกับภาพรวมสมรรถนะทั้ง 3 ด้าน (<em>t</em>(145) = 15.204, <em>p</em><em>-value</em> < .001) สำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติในชุมชน (2) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน <br />(3) การตระหนักรู้และการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา และ (4) ทัศนคติเชิงบวกต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน</p> <p>ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานผ่านการจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน สามารถส่งเสริมสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของนักศึกษาพยาบาลทั้งด้านความรู้ เจตคติ และทักษะได้อย่างมีประสิทธิผล และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้านการพยาบาลชุมชน</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/283288
การพัฒนา Line Official Account “Narakids Respiratory Info” สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
2026-01-31T12:12:10+07:00
ภาวนา หิรัญ
Hamdee.m@pnu.ac.th
ฮัมดี มาแย
hamdee.m@pnu.ac.th
โนรมี สาและอาแร
Hamdee.m@pnu.ac.th
ฐิตาภัทร อโศกจินดา
Hamdee.m@pnu.ac.th
จุฬีพรรณ การุโณ
Hamdee.m@pnu.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ความต้องการของผู้ดูแล พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของ Line Official Account “Nara<strong>-</strong>kids Respiratory Info” ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์ ความต้องการของผู้ดูแล จำนวน 10 คน ระยะที่ 2 พัฒนา Line Official Account ระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของ Nara-kids Respiratory Info ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย Line Official Account “Nara-kids Respiratory Info” แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแล แบบประเมินภาระของผู้ดูแล และแบบประเมินความพึงพอใจ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง .67 <strong>-</strong> 1.00 แบบทดสอบความรู้ได้ค่า KR-20 เท่ากับ .73 แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลและแบบประเมินภาระของผู้ดูแลได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .71 - .75 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติ Paired T-Test ผลการวิจัยพบว่า <strong><br /></strong>1. <span style="font-size: 0.875rem;">สถานการณ์ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อทางเดินหายใจอายุ 1 เดือน ถึง 5 ปี พ.ศ. 2565 - 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้ดูแลขาดความรู้เรื่องการป้องกันการแพร่เชื้อ การใช้ยา และการสังเกตอาการที่ควรพาไปพบแพทย์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. Line Official Account “Narakids Respiratory Info” เป็นนวัตกรรมดิจิทัลบนแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันไลน์ ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ การดูแลเมื่อเด็กมีไข้ การล้างจมูกอย่างถูกวิธี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังการใช้ Line Official Account “Nara-kids Respiratory Info” ผู้ดูแลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.50 คะแนน และคะแนนพฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.07 คะแนน ในขณะที่คะแนนภาระของผู้ดูแลลดลงเฉลี่ย 1.57 คะแนน และผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อการใช้งาน ระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.63, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.52)<br /></span>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า Line Official Account “Nara-kids Respiratory Info” เป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่มีประสิทธิผลในการให้ความรู้ ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/283717
ระบบการป้องกันและการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอดในมารดาที่มีการคลอดบุตรปกติในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้
2026-06-11T21:18:38+07:00
เพ็ญแข รถมณี
penkaed@hotmail.com
<p>ภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage: PPH) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของมารดาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวมีความท้าทายเฉพาะทั้งด้านทรัพยากร ความมั่นคง วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงและคุณภาพของบริการสุขภาพ<br />แม่และเด็ก บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบการป้องกันและการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอดในมารดาที่คลอดบุตรปกติในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้การทบทวนองค์ความรู้เชิงบูรณาการร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์จากระบบบริการจริงในจังหวัดนราธิวาส ได้แก่ รายงานมารดาเสียชีวิต การวิเคราะห์สาเหตุราก (Root Cause Analysis) การทบทวนเวชระเบียนย้อนหลัง และการระดมความคิดเห็นจากทีมสหสาขาวิชาชีพนำมาสังเคราะห์ร่วมกับแนวทางปฏิบัติสากลเพื่อออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ผลลัพธ์ของระบบ<br />ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบระดับจังหวัด การสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบ การพัฒนาระบบคัดกรองและติดตามหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง การพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ (CPG) การจัดตั้งทีมตอบสนองเร่งด่วน (Rapid response team PPH) และการพัฒนานวัตกรรมรถ PPH ผลการดำเนินงานพบว่าอัตราการเกิด PPH ลดลงจากร้อยละ 0.90 เป็นร้อยละ 0.70 อัตราภาวะ shock จาก PPH ลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 11.11 และอัตราภาวะโลหิตจางก่อนคลอดลดลงจากร้อยละ 23.7 เหลือร้อยละ 16.27 สรุปได้ว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตของมารดาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการบูรณาการหลักฐานเชิงประจักษ์ แนวทางสากล และความเข้าใจบริบทวัฒนธรรม เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพในการขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและการศึกษา