การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
การดูแลแบบบูรณาการ, โรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคความดันโลหิตสูง, การพัฒนาแนวทางการดูแลบทคัดย่อ
การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กระบวนการวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจำนวน 403 ราย ได้จากการคำนวณด้วยสูตร Taro Yamane และคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ คู่มือการปฏิบัติงาน และระบบข้อมูลสารสนเทศ เครื่องมือวิจัยมีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.92) และความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี (Cronbach's alpha = 0.89) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกผลทางคลินิกและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ (2) การใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อติดตามผู้ป่วย (3) การให้ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้ป่วยและครอบครัว และ (4) การประสานการดูแลระหว่างโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการสุขภาพภายหลังการใช้แนวทางดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงจาก 8.45 เป็น 7.12 และระดับความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < .001) ขณะที่ความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัวอยู่ในระดับมาก (M = 4.35, SD. = 0.42) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการที่เน้นการทำงานของทีมสหวิชาชีพและการเชื่อมโยงข้อมูลมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ควรนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชนเพื่อลดภาระทางสุขภาพในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2566). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเทศไทย พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
กระทรวงสาธารณสุข. (2566). ยุทธศาสตร์ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2566–2570.
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.
ธนชยานนท์, ท. (2568). การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการดูแลแบบบูรณาการในโรงพยาบาลชุมชนของประเทศไทย. วารสารเอเชียนไบโอเมดิซีน, 19(1), 22–33.
ธีรนาถ, อ., บุญรอด, ว., และ เหลืองประดิษฐ์, ว. (2567). รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อป้องกันและชะลอการดำเนินของโรคไตเรื้อรังในชุมชนชนบทของประเทศไทย. วารสารบีเอ็มซี เนโฟรโลยี, 25, 128–136.
พรทิพย์ ชาวลักษ์สกุล. (2559). การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตามแนวคิดการดูแลโรคเรื้อรัง (Chronic Care Model). วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 43(3), 15–28.
วิชัย, อ., ชื่นรัตนกุล, ส., และ ตันติฤทธิศักดิ์, พ. (2564). การประเมินนโยบายการเสริมสร้างระบบการดูแลโรคเรื้อรังในบริการปฐมภูมิของประเทศรายได้ปานกลางจากมุมมองของผู้ป่วย. วารสารบีเอ็มซี เฮลท์เซอร์วิส รีเสิร์ช, 21, 1–12.
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. (2565). แนวทางการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแบบบูรณาการ (NCDs Integrated Care Model). สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
Boocha, K., & Ploylearmsang, C. (2023).
Development and implementation of diabetes care by a community network based on a chronic care model. Journal of Public Health and Development, 21(2), 145–160.
Donabedian, A. (1988). The quality of care: How can it be assessed? JAMA, 260(12), 1743–1748.
International Council for Harmonisation. (2016). ICH harmonised guideline: Integrated addendum to ICH E6 (R1): Guideline for good clinical practice E6 (R2). ICH.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Wagner, E. H., Austin, B. T., & Von Korff, M. (1996). Organizing care for patients with chronic illness. Milbank Quarterly, 74(4), 511–544.
World Health Organization. (2023). Noncommunicable diseases country profiles 2023. World Health Organization.
World Medical Association. (2013). Declaration of Helsinki: Ethical principles for medical research involving human subjects. JAMA, 310(20), 2191–2194.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
- บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
- บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน