ผลของการติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตได้ต่อการลดภาวะแทรกซ้อน: กรณีศึกษาโรงพยาบาลนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช
คำสำคัญ:
คำสำคัญ: การติดตามผู้ป่วย, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ภาวะแทรกซ้อน, การเยี่ยมบ้านบทคัดย่อ
บทคัดย่อ
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ สมอง และไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลต่อเนื่องเชิงรุกโดยทีมสหวิชาชีพจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ สมอง และการเสื่อมของไต ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการติดตามแบบบูรณาการกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน และ 2) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระดับ HbA1c และความดันโลหิตก่อนและหลังการติดตามระหว่างสองกลุ่ม
การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง แบบ two-group pretest–posttest design กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และ/หรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ จำนวน 152 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 76 ราย กลุ่มทดลองได้รับการติดตามแบบบูรณาการ ได้แก่ การเยี่ยมบ้านทุก 3 เดือน การติดตามทางโทรศัพท์รายเดือน และการให้ความรู้ในการดูแลตนเอง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐาน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการติดตามครบ 12 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Independent t-test และ Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05
ผลการวิจัยพบว่า หลังการติดตาม กลุ่มทดลองมีระดับ HbA1c และความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ สมอง และไตต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
สรุป การติดตามผู้ป่วยแบบบูรณาการมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต รวมถึงลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ยาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง
Alhasani, R., Ghosh, A., & Banerjee, D. (2023). Sample size considerations in quasi-experimental health research. Journal of Clinical Research Methods, 45(2), 115–123.
Anowar, S., & Kumar, A. (2021). Effectiveness of home-based follow-up on renal outcomes among hypertension patients: A quasi-experimental study. International Journal of Hypertension Care, 12(3), 88–96.
Heisler, M., Smith, D., & Reeves, S. (2020). Improving medication adherence through structured follow-up and counseling: Evidence from chronic disease programs. Chronic Care Management Review, 18(4), 210–218.
Kim, J. (2016). Statistical power analysis in health science research. Springer.
National Health Examination Survey Office. (2021). The Sixth Thai National Health Examination Survey (NHES VI: 2019–2020). Ministry of Public Health.
Nunnally, J. C., & Bernstein, I. H. (1994). Psychometric theory (3rd ed.). McGraw-Hill.
Pimkhae, S., Kongsomboon, K., & Prasertsuk, P. (2022). Proactive follow-up program to improve glycemic control among type 2 diabetes patients in community hospitals. Journal of Public Health Nursing, 36(1), 55–66.
Wang, Y., Li, T., & Zhou, J. (2019). Telephone-based support for improving antihypertensive medication adherence: A randomized controlled trial. BMC Cardiovascular Disorders, 19(1), 245–253.
World Health Organization. (2022). Global report on diabetes and hypertension: Trends, prevention, and burden. WHO Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
- บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
- บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน