การสร้างเครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
คำสำคัญ:
การใช้ยาอย่างสมเหตุผล, เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล , การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยดำเนินการตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) และการถอดบทเรียนและการปรับปรุง (Lessons Learned and Replanning) กลุ่มประชากรที่ศึกษา ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สังกัดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 265 คน ซึ่งปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน
ผลการศึกษาพบว่า เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) และยากลุ่มแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs: NSAIDs) อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 67.9) ขณะที่ทัศนคติด้านการใช้ยาดังกล่าวอยู่ในระดับปานกลาง (=2.01 , S.D. = 0.15) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความรู้และทัศนคติก่อนและหลังการพัฒนาศักยภาพ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p-value < 0.0001) โดยภายหลังการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรู้และทัศนคติสูงขึ้น นอกจากนี้ ผลการติดตามภายหลังการดำเนินงานเป็นระยะเวลา 5 เดือน พบว่า พฤติกรรมการใช้ยาในชุมชนมีแนวโน้มดีขึ้น กล่าวคือ การซื้อยามารับประทานเองลดลง การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)ลดลง และการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ลดลง
จากผลการวิจัยดังกล่าว จึงควรส่งเสริมบทบาทของเครือข่ายในการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนความเชื่อและลดพฤติกรรมการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผลและยั่งยืนในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
เกศินี นันทมานพ. (2567). การศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานของผู้รับบริการโรงพยาบาลบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ , 3(1), 176-185.
เกศินี นันทมานพ และดารณี เชี่ยวชาญธนกิจ. (2567). ผลการดำเนินงานของเครือข่ายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาการใช้ยาปฏิชีวนะและยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อย่างสมเหตุผล. วารสารเภสัชกรรมไทย, 16(3),759-766.
จันจิรา คำแก้ว, อักษรา ทองประชุม และ ชิดชนก เรือนก้อน. (2566). ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลของผู้ป่วย 3 โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลหนอง ม่วงไข่. วารสารวิจัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 16(3),37-47.
จินดาพร อุปถัมภ์, สิรีธร เดชาศิลปะชัยกุล และพัทยา โพธิวัฒน์. (2567). การพัฒนาระบบเฝ้าระวังการจำหน่ายยาในร้านชำผ่านนโยบายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชนตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ, 4(2),103-118.
ชนม์ชนกต์ ยงกุลวณิชนันท์. (2566). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและสุขศึกษา, 3(3),91-104.
ชัยยุทธ เจติยานุวัตร. (2568). พัฒนาระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในชุมชน( RDU COMMUNITY )โดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย กระบวนการ PAR จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(2),280.
เบญจวรรณ กิ่งมณี, ณัฐภรณ์ สมบุตร และ สรชา งามทรัพย์. (2567). ผลการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุรินทร์. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(6),260-9.
รุ่งทิวา หมื่นปา และนภาภรณ์ ภูริปัญญวานิช. (2559). การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use: RDU). กรุงเทพฯ:ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร.
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามลดา.
Bloom, Benjamin S.(1971). Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. McGraw-Hill.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม