https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/issue/feed
วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม
2025-12-31T21:39:09+07:00
ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์
J-phin@phcsuphan.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ดำเนินการโดย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี วารสารฯเป็นภารกิจหนึ่งที่สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ และนักวิชาการที่ผลิตผลงาน ทั้งงานวิจัย บทความทางวิชาการในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิชาการ และวิชาชีพทั้งทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนองค์ความรู้สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282732
ผลของโปรแกรมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
2025-12-03T10:43:46+07:00
นันทวรรณ จันทะเสน
sasiwan@snru.ac.th
ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม
sasiwan@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนวัยทำงาน 98 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 49 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 49 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามและการตรวจดัชนีคราบจุลินทรีย์ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาร์คของแบบประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบประเมินความรอบรู้สุขภาพช่องปาก แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง ได้เท่ากับ 0.91, 0.89, และ 0.81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด การเปรียบเทียบข้อมูลภายในกลุ่มทดลองใช้สถิติ paired t-test และการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลองใช้สถิติ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรอบรู้สุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีค่าดัชนีคราบจุลินทรีย์เฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.001) นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรอบรู้สุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีดัชนีคราบจุลินทรีย์ต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.001) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นนี้ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปาก ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง และลดคราบจุลินทรีย์ในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนมได้</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/280161
การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน: กรณีศึกษาบ้านหินตั้ง ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
2025-08-19T00:10:12+07:00
ทัศรีย์ สีสองเมือง
66202501008@scphkk.ac.th
ธีรศักดิ์ พาจันทร์
teerasak@scphkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน 2) พัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วม <br />และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัยตามกรอบแนวคิดของ Kemmis & McTaggart ที่บ้านหินตั้ง ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ศึกษาบริบทและปัญหา (35 คน) พัฒนารูปแบบด้วยกระบวนการ PAOR (68 คน) และประเมินผล (141 คน) เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา<br />และเปรียบเทียบปริมาณขยะก่อนและหลังโดยวิเคราะห์ค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนประสบปัญหาหลัก 3 ประการ คือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ (ร้อยละ 93.75) ไม่เคยมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล (ร้อยละ 84.38) และปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 78.13) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นชื่อ “รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมบ้านหินตั้ง” <br />มีธนาคารขยะเพื่อฌาปนกิจเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1) ส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน 2) เสริมสร้างความรู้และแรงจูงใจ และ 3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขับเคลื่อนด้วยวงจร PAOR อย่างต่อเนื่อง</p> <p>ผลการประเมินพบว่า ปริมาณขยะทุกประเภทลดลง โดยขยะอันตรายลดลงร้อยละ 100.00 <br />ขยะอินทรีย์ลดลงร้อยละ 30.00-56.52 ขยะรีไซเคิลลดลงร้อยละ 57.14-75.00 และขยะทั่วไปลดลงร้อยละ 76.36 ประชาชนมีพฤติกรรมการจัดการขยะในระดับดีมาก (ร้อยละ 60.28) การมีส่วนร่วมในระดับสูง (ร้อยละ 99.29) และความพึงพอใจในระดับสูง (ร้อยละ 97.16) </p> <p>ดังนั้น รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดปริมาณขยะและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมชุมชนสามารถเป็นต้นแบบสำหรับชุมชนอื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283349
พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยการติดอาวุธทางปัญญา ในการผลิตผลงานวิชาการเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดขอนแก่น
2025-12-03T11:10:52+07:00
ถาวร สีดาเหลือง
Ratdawan.k@bcnkk.ac.th
เรียมวรินทร์ พุทธกัลญา
Ratdawan.k@bcnkk.ac.th
รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง
ratdawan.k@bcnkk.ac.th
ปราณี แสดคง
Ratdawan.k@bcnkk.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ เพื่อศึกษาสถานการณ์การพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้านการผลิตผลงานวิชาการ แก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ พัฒนารูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม. และประเมินผลของรูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้านการผลิตผลงานวิชาการเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ ดำเนินการวิจัยระหว่างธันวาคม 2567 – มิถุนายน 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด 10 คน เครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบสอบถามสมรรถนะการผลิตผลงานวิชาการของ อสม. ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค .84 และแนวทางการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค ความต้องการผลิตผลงานวิชาการ ได้ค่า IOC=.84 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการใช้แบบสอบถาม ดำเนินการวิจัย 3 วงรอบ คือ 1) ศึกษาสถานการณ์การพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้านการผลิตผลงานวิชาการเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ 2) นำรูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม. ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ 3) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สถานการณ์การพัฒนาศักยภาพ อสม. พบว่า ความสามารถในการผลิตผลงานวิชาการในระดับปานกลาง (=2.58, SD=0.46) อสม. ขาดความเชี่ยวชาญหรือความมั่นใจในกระบวนการวิจัยเชิงลึก 2) รูปแบบการพัฒนาศักยภาพ อสม. ได้แก่ (1) กำหนดนโยบายจากผู้บังคับบัญชา (2) เตรียมความพร้อม (3) ลงมือปฏิบัติ 4) เผยแพร่ผลงาน 5) เสริมแรงทางบวก 3) ประสิทธิภาพของรูปแบบ พบว่า ก่อนพัฒนา อสม. มีค่าเฉลี่ยสมรรถนะระดับปานกลาง (=2.89, SD=0.51) หลังพัฒนา อสม. มีค่าเฉลี่ยสมรรถนะระดับมาก ( = 3.77, SD = 0.53) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Z = -2.701, p = .003) แสดงให้เห็นว่า การเข้าร่วมกิจกรรมสามารถส่งเสริมสมรรถนะการผลิตผลงานวิชาการของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281067
ผลกระทบของฟันเทียมทั้งปากต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มารับ บริการที่โรงพยาบาลดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรี
2025-08-28T11:26:33+07:00
ดิลก นูมหันต์
diloknu@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใส่ฟันเทียมทั้งปากต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้งานฟันเทียมทั้งปาก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาค ตัดขวาง (Cross-sectional analysis study)โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้รับฟันเทียมทั้งปาก จำนวน 243 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป การใช้งานฟันเทียม และการประเมินคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OHIP-EDENT) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ การถดถอยโลจิสติค การวิเคราะห์อรรถประโยชน์ สถิติ independent t-test ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังใช้งานฟันเทียมทั้งปากอยู่ร้อยละ 84.8 และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมในระดับดีมาก โดยคะแนนอรรถประโยชน์เฉลี่ยอยู่ที่ 0.915 SD = 0.114 ด้านปัญหาที่พบมากได้แก่ ต้องเลือกหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดร้อยละ 58 การบดเคี้ยวอาหารยากร้อยละ 41.6 และฟันเทียมหลวมร้อยละ 30 ขณะที่ผลกระทบด้านจิตสังคมพบในระดับต่ำมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนอรรถประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สิทธิการรักษาพยาบาล (p = 0.024) และระยะเวลาการใช้ฟันเทียม (p = 0.011) ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญสรุปได้ว่า การใส่ฟันเทียมทั้งปากส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะในด้านจิตสังคม อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงยังมีความท้าทายบางประการ จึงควรมีการส่งเสริมการดูแลฟันเทียมและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283693
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้ การตลาดเชิงสังคมผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ของวัยรุ่นตอนปลาย: กรณีศึกษานำร่อง
2025-11-18T22:55:51+07:00
เบญจวรรณ พุทธิมัย
benchawan141989@gmail.com
สมภพ ปานมณี
sompop.toon@gmail.com
นภายุ เฮียงเฮี้ย
noeykys.1201@gmail.com
พิษนุ อภิสมาจารโยธิน
phitsanua@nu.ac.th
ปัญจรัตน์ ไล้สุวรรณชาติ
ompanjarut@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้และลดพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย โดยใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการตลาดเชิงสังคมผ่านเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นตอนปลายอายุ 18-25 ปี ที่มีพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป็นประจำจำนวน 4 คน การดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 10 วัน ประกอบด้วย การอบรมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Line การใช้แคมเปญ "ท้าเลิกการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล" โดยใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบบันทึกพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แบบสอบถามการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพก่อนและหลังการอบรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย<strong>สถิติ </strong><strong>Wilcoxon Signed-Rank Test</strong> และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการ<strong>วิเคราะห์เนื้อหา</strong></p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ในทุกมิติของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพก่อนและหลังการอบรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -2.814, p = 0.005) การบันทึกพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล พบว่า ทุกคนสามารถลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เฉลี่ยบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 0-5.8 กรัมต่อวัน การประเมินผลลัพธ์ของโครงการพบว่า ผู้เข้าร่วมมีความตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพและมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีความพึงพอใจในโครงการ ( = 5.00 SD = 0) ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด และสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปยังผู้อื่นได้ แสดงให้เห็นว่าการใช้ทฤษฎีสุขภาพร่วมกับเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281680
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
2025-10-30T16:26:11+07:00
ขนิษฐา สระทองพร้อม
66207501002@phcsuphan.ac.th
สุนิสา จันทร์แสง
sunisa@phcsuphan.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 360 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square และ Pearson’s correlation</p> <p>จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 59.17 อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 75–84 ปีร้อยละ 47.78 การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมร้อยละ 71.67 มีรายได้ต่ำกว่า 3,799 บาทร้อยละ 81.39 และไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ56.94 มีโรคประจำตัวร้อยละ56.39 กลุ่มตัวอย่างมีระดับด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง(Mean = 183.91, SD = 38.28) ในด้านการสื่อสารที่ได้คะแนนสูงที่สุดร้อยละ28.61 และในด้านการรู้เท่าทันสื่อที่มีระดับความรอบรู้ที่น้อยที่สุดร้อยละ 46.11กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมก็อยู่ในระดับกลางร้อยละ51.90 กิจกรรมที่ทำเป็นประจำคือการทำอาหารกินเองร้อยละ29.72 และการออกกำลังกายในที่อากาศปลอดโปร่งร้อยละ28.06</p> <p>ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลส่วนใหญ่ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว ยกเว้นบางประเด็น เช่น อายุที่สัมพันธ์เชิงลบ (r = –.159, p = .002) รายได้ที่สัมพันธ์เชิงบวกเล็กน้อย (r = .155, p = .003) และการมีโรคประจำตัว (χ² = 6.257, p = .044) ส่วนด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความเชื่อมโยงเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจ (r = .541, p < .001) การเข้าถึงข้อมูลและบริการ (r = .455, p < .001) และความรู้ความเข้าใจ (r = .452, p < .001) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283832
ความแตกต่างระหว่างเพศต่อความรุนแรงของความปวดและผลกระทบของความปวด ในผู้สูงอายุโรคมะเร็ง
2025-12-31T16:00:21+07:00
สุกัญญา ขันวิเศษ
sukanya111@pnc.ac.th
จันจิรา หินขาว
chanjira1@pnc.ac.th
ยศพล เหลืองโสมนภา
cardionursing@hotmail.com
นุสรา ประเสริฐศรี
nprasertsri@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายต่อระดับความรุนแรงของการปวดและผลกระทบของความปวดในผู้สูงอายุโรคมะเร็งที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี โดยใช้กรอบแนวคิดแบบจำลองการประเมินอาการ (Symptom Appraisal Models) การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบวิเคราะห์ทุติยมาน ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วย ข้อมูลเพศ ความรุนแรงและผลกระทบของความปวด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย (Case record form) และ3) แบบประเมินการเจ็บปวดโดยย่อ (Brief Pain Inventory: BPI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่ามัธยฐาน พิสัยควอไทล์ เปรียบเทียบความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวดระหว่างกลุ่มตัวอย่างเพศชายและหญิงด้วยสถิติ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการศึกษาเปรียบเทียบความรุนแรงและผลกระทบของความปวดในผู้สูงอายุโรคมะเร็งจำนวน 220 ราย ระหว่างเพศหญิงจำนวน 139 ราย กับเพศชายจำนวน 81 ราย พบว่าเพศชายมีความปวดระดับน้อยมากที่สุดร้อยละ 53.1 ขณะที่เพศหญิงมีความปวดระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 43.2 โดยกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากความปวดในทั้งสองเพศคือความสุขในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศ พบว่าคะแนนความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .222 และ p = .106 ตามลำดับ) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเพศในเรื่องความรุนแรงของความปวดและผลกระทบจากความปวด การพิจารณาความแตกต่างระหว่างเพศทางคลินิกและรูปแบบของผลกระทบในแต่ละด้านยังคงมีความสำคัญต่อการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อความสุขในชีวิตประจำวันในทั้งสองเพศ เพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผู้สูงอายุโรคมะเร็งให้ดียิ่งขึ้นไป</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281777
ความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากในนักศึกษาทันตสาธารณสุข วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
2025-12-31T21:39:09+07:00
ภัททิยาภรณ์ กาดีวงค์
supatchadent@gmail.com
ณฤทัย จันทะรังษี
supatchadent@gmail.com
สุภัชชา ล้ำเลิศวาที
supatchadent@gmail.com
โชตินุช วงษ์พรไพโรจน์
supatchadent@gmail.com
กิตติศักดิ์ หลวงพันเทา
supatchadent@gmail.com
<p>วิจัยนี้เป็นวิจัยแบบสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 องค์ประกอบ เรื่องผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพช่องปากในนักศึกษาทันตสาธารณสุข วิทยาลัยการสาธารณสุข สิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มประชากร คือ นักศึกษาวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2567 สาขาวิชาทันตสาธารณสุข เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Google From) วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า กลุ่มประชากรจำนวน 173 คน โดยเก็บจากประชาการทั้งหมด มีอายุเฉลี่ย 20.2 ปี ผลวิจัยมีคะแนน ด้านความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 83.8) ด้านการเข้าถึงสุขภาพและบริการสุขภาพในการรับข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 53.8) ด้านทักษะการสื่อสารเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 48.6) ด้านทักษะการจัดการตนเองจากบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 85.5) ด้านทักษะการตัดสินใจเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 76.9) และด้านการรู้เท่าทันสื่อบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 76.9) ในภาพรวมมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 63.0)จากผลการวิจัย นักศึกษาทันตสาธารณสุขควรได้รับการส่งเสริมให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพช่องปากครบทั้ง 6 องค์ประกอบ เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากและสนับสนุนให้บรรจุเนื้อหาความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพช่องปากในการเรียนการสอน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282075
การติดตามผลการใส่ฟันเทียมทั้งปากของผู้สูงอายุ ในโครงการฟันเทียมพระราชทานโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี : 3-5 ปี ภายหลังการรักษา
2025-12-03T10:46:34+07:00
อณิรัฐ เทิดปฐวีพงศ์
taeanirat@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ เพื่อประเมินคุณภาพฟันเทียมทั้งปาก คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้งสอง ในผู้สูงอายุ 73 คน (อายุเฉลี่ย 71.38 ± 7.89 ปี) ที่ใส่ฟันเทียมจากโครงการฟันเทียมพระราชทานระยะเวลา 3-5 ปี เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินคุณภาพฟันเทียม และแบบวัดคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OIDP) โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และ การทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาคุณภาพฟันเทียมที่พบบ่อยที่สุดคือ การยึดอยู่ (ร้อยละ 45.2) ความเสถียร (ร้อยละ 34.2) และการสบฟัน (ร้อยละ 31.5) ด้านคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก พบว่าร้อยละ 53.4 ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างน้อยหนึ่งด้าน โดยการกินอาหารเป็นกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด (ร้อยละ 41.1) อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพชีวิตในระดับดีมาก (ร้อยละ 46.6) และดี (ร้อยละ 31.5) ทั้งนี้ คุณภาพฟันเทียมด้านการยึดอยู่ ความเสถียร ความสูงของฟันเทียมและการออกเสียง และการสบฟัน มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการติดตามเพื่อประเมินและแก้ไขปัญหาฟันเทียมอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282281
ผลของการวางแผนจำหน่ายแบบ DMETHOD ต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลและการกลับมารักษาซ้ำ ของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์
2025-10-30T16:38:35+07:00
นเรศินี หวลระลึก
janarea2323@gmail.com
ณกานดา ยมศรีเคน
janarea2323@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการวางแผนจำหน่ายแบบ DMETHOD ต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลและการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลและเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืด จำนวน 30 คู่ ที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวางแผนจำหน่ายแบบ DMTHOD แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมของผู้ดูแลเด็กโรคหอบหืด ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยพบว่า (1) หลังการวางแผนจำหน่าย ผู้ดูแลของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ มีคะแนนพฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (2) หลังการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ ไม่กลับมารักษาซ้ำร้อยละ 100 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การวางแผนจำหน่ายโดยใช้รูปแบบ DMETHOD มีศักยภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมผู้ดูแล และลดอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดในเด็ก ดังนั้นสถานพยาบาลควรพิจารณานำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี