วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN <p>วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ดำเนินการโดย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี วารสารฯเป็นภารกิจหนึ่งที่สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ และนักวิชาการที่ผลิตผลงาน ทั้งงานวิจัย บทความทางวิชาการในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิชาการ และวิชาชีพทั้งทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนองค์ความรู้สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม</p> J-phin@phcsuphan.ac.th (ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) J-phin@phcsuphan.ac.th (ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) Fri, 07 Aug 2026 11:12:37 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287845 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และการปฏิบัติตน กับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ แจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ ทดสอบสมมติฐานการศึกษา โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 104.09, S.D.= 13.391) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง คือ มิติความมีเรี่ยวแรงและความกระปรี้กระเปร่า (Mean = 30.48, S.D.= 0.396) มิติการควบคุมเบาหวาน (Mean = 28.56, S.D.= 14.060) มิติความวิตกกังวล (Mean = 10.26, S.D.= 5.239) และมิติเพศสัมพันธ์ (Mean = 5.81, S.D.= 3.538) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับต่ำ คือ มิติภาระทางสังคม (Mean = 29.01, S.D.= 4.355) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตมิติภาระทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.029) และการปฏิบัติตนของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.008)</p> <p>ข้อเสนอแนะ สามารถนำผลการวิจัย ไปใช้ในการวางแผนพัฒนารูปแบบบริการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย รวมถึงเสริมสร้างความรอบรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ภูดิท โอนอ่อนปภากุล, ศรีสุรางค์ เคหะนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287845 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชน ในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285012 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการให้ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลเตาปูน อำเภอ<br />โพธาราม จังหวัดราชบุรี 2) ประเมินผลรูปแบบการให้ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี<strong> </strong>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่เป็นสมาชิกในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ 7 บ้านเนินหนองบัว ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำนวน 30 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี <br />2) แบบทดสอบความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์และเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ด้วยสถิติทดสอบที<strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการให้ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของประชาชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย 1. หลักการ 2. วัตถุประสงค์ <br />3. ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสรุปผล <br />4. การวัดและประเมินผล และ 5. ปัจจัยสนับสนุน การทดสอบความรู้การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ก่อนและหลัง การให้ความรู้ พบว่า ผลการทดสอบก่อนให้ความรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.77 คะแนน ผลการทดสอบหลังให้ความรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.70 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที พบว่า t = 6.56 และค่า Sig. (1-tailed) เท่ากับ 0.000 แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เฟื่องลดา ทบศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285012 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ แบบมีส่วนร่วม ของโรงพยาบาลต้นแบบ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/288378 <p>การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ (Diabetes remission) แบบมีส่วนร่วม ของโรงพยาบาลต้นแบบ จังหวัดสุพรรณบุรี กรณีศึกษาโรงพยาบาลด่านช้าง ด้วยโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและผู้ป่วย ที่มีจุดประสงค์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes remission) ด้วยแนวคิด Individual and family self-management model (IFM) หรือแนวทางให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตัวผู้ป่วยเอง ร่วมกับแรงสนับสนุนจากครอบครัวของผู้ป่วยและบุคลากรในคลินิก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปรับเปลี่ยนมุมมองการรักษาโรคเบาหวานที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการรักษาด้วยยามีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 ราย ซึ่งจากการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่เข้าร่วมการรักษากับคลินิก DM Remission ส่วนใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ปัจจัยทางร่างกายของกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อันได้แก่ น้ำหนักร่างกาย รอบเอว และระดับน้ำตาลในเลือดนั้นลดลงอย่างชัดเจน อันนำไปสู่จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ที่สามารถหยุดใช้ยารักษาเบาหวานได้ จำนวน 15 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.00 สามารถลดปริมาณการใช้ยารักษาได้ จำนวน 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 46.67 และใช้ยารักษาคงเดิม จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.33 จากผลการวิจัยดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งทำให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ระยะสงบของโรคเบาหวานได้มากขึ้น อันนำไปสู่การเสริมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้จากการร่วมมือกันของผู้ป่วย ครอบครัว และคณะผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการนี้ และด้วยความสำเร็จของคลินิก DM Remission ของโรงพยาบาลด่านช้าง ผู้วิจัยจึงได้เสนอให้มีการดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป เพื่อขยายผลดังกล่าวในกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ประยุกต์ใช้กับการรักษากลุ่มโรคเรื้อรังอื่น ๆ อีกด้วย</p> เทิดศักดิ์ จารุจารีต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/288378 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจับคู่แปรงฟันหลังอาหารกลางวันต่อการลดคราบจุลินทรีย์ ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285099 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจับคู่แปรงฟันหลังอาหารกลางวันต่อการลดปริมาณคราบจุลินทรีย์ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างเริ่มต้นจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 คน โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยจนสิ้นสุดโครงการและนำมาวิเคราะห์ผลจำนวน 57 คน (กลุ่มทดลอง 28 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 29 คน) กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจับคู่แปรงฟัน (Peer-Buddy) ประกอบด้วยการจับคู่ผลัดกันตรวจความสะอาดหลังแปรงฟันและบันทึกลงสมุดประจำตัว เป็นระยะเวลา 2 เดือน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบดำเนินกิจวัตรตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบวัดทัศนคติ และแบบบันทึกปริมาณคราบจุลินทรีย์ (Simplified Oral Hygiene Index: OHI-S) โดยใช้ดัชนีเศษอาหาร (Debris Index Simplified : DI-S) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปริมาณคราบจุลินทรีย์ลดลงจาก 1.70 ± 0.50 เป็น 0.88 ± 0.38 (ลดลงเฉลี่ย 0.82 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า กลุ่มทดลองมีปริมาณคราบจุลินทรีย์น้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (1.14 ± 0.57) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = -2.01, <em>p</em> = .049) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการจับคู่แปรงฟันหลังอาหารกลางวันมีประสิทธิผลในการลดคราบจุลินทรีย์ และสามารถส่งเสริมสุขอนามัยช่องปากในเด็กวัยเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อณิรัฐ เทิดปฐวีพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285099 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285181 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคองและศึกษาปัจจัยสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการรักษา ปัจจัยด้านการดูแลกับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยเป็นผู้ป่วยประคับประคองและผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง อย่างละ 110 คน ศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึง เดือนมกราคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านการรักษา แบบสอบถามคุณภาพชีวิตแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลผู้ดูแลผู้ป่วย แบบสอบถามทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และแบบประเมินทักษะการดูแลผู้ป่วยทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติไควสแควร์ และประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน<br />ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตผู้ป่วยประคับประคองอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระดับการศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.05) ด้านระยะเวลาการเจ็บป่วยและการประเมินความสามารถ<br />ในการช่วยเหลือตัวเองโดยรวมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการดูแลกับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยประคับประคอง พบว่า คุณภาพชีวิตมิติด้านการทำหน้าที่ มิติด้านอาการมิติด้านภาวะสุขภาพ และมิติด้านภาวะสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์ปัจจัยด้านการดูแลผู้ป่วยประคับประคองโดยรวม<br />ดังนั้น ควรพัฒนาทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อให้ดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยต้องเน้นการดูแลด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันในผู้ป่วยประคับประคอ</p> เฉลิมพล บำรุงศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285181 Fri, 07 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงสำหรับ นักศึกษาหลักสูตร สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/286208 <p>การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนเป็นภารกิจสำคัญของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โดยเฉพาะบทบาทของบุคลากรด้านสาธารณสุขและทันตสาธารณสุขที่ต้องมีทักษะการเยี่ยมบ้านอย่างเป็นองค์รวม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงในด้านความรู้ ทักษะการเยี่ยมบ้าน และความพึงพอใจของผู้ดูแล สำหรับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา"</p> <p>การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาทันตสาธารณสุข ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในกลุ่มผู้สูงอายุ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมินทักษะการเยี่ยมบ้าน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเยี่ยมบ้าน และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นมีคะแนนความรู้และทักษะการเยี่ยมบ้านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อการเยี่ยมบ้านอยู่ในระดับดีมาก ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มสะท้อนว่านักศึกษามีความมั่นใจในการเยี่ยมบ้านมากขึ้น เข้าใจบทบาทวิชาชีพ และสามารถประยุกต์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงได้</p> <p>รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยในชุมชน และสามารถขยายผลสู่หลักสูตรด้านสาธารณสุขอื่น ๆ ได้</p> พิริยา ผาติวิกรัยวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/286208 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การสร้างเครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287255 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยดำเนินการตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) และการถอดบทเรียนและการปรับปรุง (Lessons Learned and Replanning) กลุ่มประชากรที่ศึกษา ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สังกัดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 265 คน ซึ่งปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เครือข่ายส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) และยากลุ่มแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs: NSAIDs) อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 67.9) ขณะที่ทัศนคติด้านการใช้ยาดังกล่าวอยู่ในระดับปานกลาง (=2.01 , S.D. = 0.15) เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความรู้และทัศนคติก่อนและหลังการพัฒนาศักยภาพ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p-value &lt; 0.0001) โดยภายหลังการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรู้และทัศนคติสูงขึ้น นอกจากนี้ ผลการติดตามภายหลังการดำเนินงานเป็นระยะเวลา 5 เดือน พบว่า พฤติกรรมการใช้ยาในชุมชนมีแนวโน้มดีขึ้น กล่าวคือ การซื้อยามารับประทานเองลดลง การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)ลดลง และการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ลดลง</p> <p>จากผลการวิจัยดังกล่าว จึงควรส่งเสริมบทบาทของเครือข่ายในการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนความเชื่อและลดพฤติกรรมการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผลและยั่งยืนในระยะยาว</p> พงษ์ศักดิ์ พวงประดับ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287255 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมและความคาดหวังการเข้ารับบริการของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยในร้านยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจังหวัดสุโขทัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282508 <p>การวิจัยแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความคาดหวังต่อการรับบริการ</p> <p>ของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ในร้านยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</p> <p>ในจังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วย 1) วิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 246 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2) วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลจำนวน 18 คน โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และนําเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <ol> <li>พฤติกรรมการเข้ารับบริการ พบว่า ผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับบริการ โดยพิจารณาจาก ต้องการรับยา<br />ที่ร้านยาใกล้บ้าน มีความสะดวกรวดเร็ว ร้อยละ 91.1 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเดินทางโรงพยาบาล ร้อยละ 42.7 มีเภสัชกรให้คำแนะนําและน่าเชื่อถือ ร้อยละ 34.6 และสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ทันที ขั้นตอนไม่ซับซ้อนและใช้เวลาน้อย</li> <li>ความคาดหวังต่อการรับบริการ พบว่า มีความคาดหวังด้านสถานที่และอุปกรณ์ “ร้านยา</li> </ol> <p>มีรายการยาครบถ้วนเพียงพอ” (Mean ± SD = 4.6 ± 0.4) ด้านกิจกรรมบริการ “เภสัชกรเลือกยาที่เหมาะสมและถามอาการก่อนจ่ายยา” (Mean ± SD = 4.7 ± 0.4) ด้านกระบวนการให้บริการ “เภสัชกรไม่เปิดเผยข้อมูลการรักษา” (Mean ± SD = 4.7 ±0.3) ด้านบุคลากร “เภสัชกรมีทักษะความรู้” (Mean ± SD = 4.8 ± 0.3) ผู้ป่วยมีความคาดหวังต่อการรับบริการที่มีคุณภาพ</p> <p>โครงการร้านยา 30 บาท รักษาทุกที่ ดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ (Common Illnesses) ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนโดยมีเภสัชกร เป็นทางเลือกในการให้ประชาชน<br />ที่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านยาชุมชน ซึ่งส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สานิต ทองเรือง, นภชา สิงห์วีรธรรม, วราภรณ์ บุญเชียง, วันวิสาข์ เทียมเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282508 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287423 <p>การวิจัยเชิงแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองและปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 261 คน ระะดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 140 mg/dL หรือค่า HbA1c ไม่เกินร้อยละ 7 คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 30.72, SD = 3.83) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 <br />ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (B = 0.430, β = 0.265,<em> p</em> = 0.001) และแรงสนับสนุนทางสังคม <br />(B = 0.662, β = 0.219, <em>p</em> = 0.003) โดยตัวแปรดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีร้อยละ 12.22 (R<sup>2</sup> = 0.122)</p> <p>ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสำคัญต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพ้นที่สามารถนำเป็นแนวทางการวางแผนและออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และผลักดันกิจกรรมที่เกิดจากการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสิมพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p> ภัทรวดี คลองข่อย, รัฐพล ศิลปรัศมี, ขนิษฐา นาคเกลี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/287423 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 นสธ.” นักสาธารณสุขกับบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนสุขภาพชุมชน ด้วยนวัตกรรมสุขภาพหนึ่งเดียว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283580 <p>“นสธ.” นักสาธารณสุขเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชนท่ามกลางบริบทโลกที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอันซับซ้อน ทั้งจากอุบัติการณ์ของโรคอุบัติใหม่ ภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตยุคดิจิทัล การดำเนินงานภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสหวิชาชีพ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาในเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพที่ยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติและโลกใบนี้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทเชิงรุกของ นสธ. ในการขับเคลื่อนชุมชนสู่สุขภาพเชิงรุกด้วยนวัตกรรมสุขภาพหนึ่งเดียว โดยนำเสนอแนวคิดหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) การเสริมสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ทางวิชาชีพของ นสธ. 2) การดำเนินงานสุขภาพเชิงรุกผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) การบูรณาการแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว และ 4) การประยุกต์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม จากการสังเคราะห์แนวคิดและหลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่า นสธ. มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางสังคมในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับการบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพชุมชน อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพในทุกภาคส่วนตามแนวทาง Health in All Policies ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งส่งผลให้การทำงานด้านสาธารณสุขเกิดความเชื่อมโยง บูรณาการ และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ การบูรณาการนวัตกรรมสุขภาพกับแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างชุมชนสุขภาพที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืนในอนาคต โดยมี นสธ. เป็นแกนกลางในการประสานพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต</p> ณัฐพัชร นามจัด, ชนินทร์พงศ์ สุขแสวง, กนกพร สมพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283580 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700