วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN <p>วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ดำเนินการโดย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี วารสารฯเป็นภารกิจหนึ่งที่สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ และนักวิชาการที่ผลิตผลงาน ทั้งงานวิจัย บทความทางวิชาการในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิชาการ และวิชาชีพทั้งทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนองค์ความรู้สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม</p> J-phin@phcsuphan.ac.th (ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) J-phin@phcsuphan.ac.th (ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) Thu, 30 Apr 2026 22:48:03 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุม การแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพโรงพยาบาลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283114 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบวัดผลก่อนและหลังเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพยาบาลในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพโรงพยาบาลไทรโยค ในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลไทรโยค จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือประกอบไปด้วย โปรแกรมในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม และแบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ความรู้ในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 3) ทัศนคติต่อการปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ 4) พฤติกรรมที่มีต่อการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมพยาบาลในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมีค่าเฉลี่ย ด้านความรู้ (Mean 12.92 S.D. = 0.332 )ด้านทัศนคติ (Mean 59.22 S.D. = 1.721 ) และค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมที่มีต่อการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean 3.54 S.D. = 0.879 ) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; 0.5) การพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมตามแนวทางการป้องกันและแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ส่งผลให้บุคลากรสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาให้เป็นไปตาม CPG ทางทีมป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ควรนำผลการศึกษามาใช้ในการปรับปรุง กระบวนการ วิธีการ แนวทางการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยกลุ่มอื่น ๆ ของโรงพยาบาลต่อไป และพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> วรรณ์ลดา ลิ้มศรีสถาพรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283114 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285311 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 421 คน คัดเลือกตัวอย่างด้วยวิธีการเจาะจง ตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนที่ศึกษา ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองและสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย รวมถึงสามารถตอบแบบสอบถามได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบวัดความเครียดของกรมสุขภาพจิต (ST-20) ผ่านทดสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติก กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความเครียดอยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 91.40 แต่มีกลุ่มเสี่ยงที่มีความเครียดในระดับสูงร้อยละ 8.60 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศหญิง (AOR = 2.23, 95% CI: 1.10, 4.54) ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ไม่ดี (AOR = 2.06, 95% CI: 1.06, 4.00) การจัดสรรเวลาของตนเองไม่ได้ (AOR = 2.27, 95% CI : 1.15, 4.48) การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว (AOR = 2.03, 95% CI: 1.03, 4.00) และการมีปัญหาสุขภาพส่วนตัว (AOR = 2.14, 95% CI: 1.10, 4.16) ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความเครียดและพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงด้านจิตใจของนักเรียนเกิดจากปัจจัยหลายมิติ ทั้งด้านส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคมโรงเรียน ดังนั้น โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนาระบบคัดกรองและดูแลสุขภาพจิตนักเรียนอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียด การปรับตัวทางอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นอย่างยั่งยืน</p> ชัชชัย ธนโชคสว่าง, สรา อาภรณ์, นิภา ศุภนาม, พรประชา ตันใจ, วิลาวัลย์ พิมพ์สิน, บวรฤทธิ์ พิมพ์รัตน์, กุณฑลีย์ บังคะดานรา, สุจิรา ไสยเกตุ, สุณัฐชา เผ่าพงษ์ศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285311 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์อิทธิพลปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสตรี ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284203 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสตรี 2) เปรียบเทียบข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กับ พฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสตรี และ 3) &nbsp;วิเคราะห์อิทธิพลความรู้ และทัศนคติกับพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสตรี ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาแบบภาคตัดขวาง ประชากร จำนวน 2,580 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ ทาโรยามาเน่ จำนวน 346 คน โดยการสุ่มแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถาม ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ค่าดัชนีของความสอดคล้อง เท่ากับ 0.75 ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.36, 0.71 และค่าความเชื่อมั่น Reliability ของเครื่องมือทั้งฉบับ ได้เท่ากับ 0.755 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ F-test (One-Way ANOWA) และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 64.20 ทัศนคติมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางและพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี 2) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความรู้ ทัศนคติ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองร้อยละ 6.40 (β =21.998, p=&lt;.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะส่งเสริมให้สตรีมีความรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง และให้ความสำคัญในการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง จะส่งผลให้มีพฤติกรรมการปฏิบัติในการตรวจมะเร็งเต้านมได้ด้วยตนเองมากขึ้น&nbsp; &nbsp;</p> เบญจวรรณ บาเปีย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284203 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงระบบจองคิวทันตกรรมออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มหมอพร้อมของผู้สูงอายุ ในอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285785 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงระบบจองคิวทันตกรรมออนไลน์ ของผู้สูงอายุในอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำมาใช้พัฒนารูปแบบการจองคิวทันตกรรมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อมของอำเภอร่อนพิบูลย์ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-79 ปี การศึกษาเชิงปริมาณเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 228 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มเชิงลึกจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวมรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการจองคิวทันตกรรมของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก คือ การรับรู้ถึงประโยชน์ของการป้องกันหรือรักษา (= 3.75, SD= 0.76) และการรับรู้ถึงประโยชน์ของเทคโนโลยี (= 3.96, SD= 0.59) ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับการรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของการเกิดโรค การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน การรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติการเข้าถึงระบบจองคิวทันตกรรม รวมถึงสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม มีผลอยู่ในระดับปานกลาง และผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากให้มีการจองคิวออนไลน์เพื่อให้สะดวกรวดเร็วกว่าระบบนัดเดิมแต่ยังคงมีความรู้สึกต้องพึ่งพาผู้ดูแลหรือคนรู้จักใกล้เคียงในการช่วยเหลือเพื่อจองคิวทันตกรรมออนไลน์ให้ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ช่วยในการนำไปประกอบการพิจารณาพัฒนาระบบบริการทันตกรรมให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุ และรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในอนาคต</p> ตวงพร อักษรนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285785 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284225 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) แรงสนับสนุนทางสังคมในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 3) ข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และแรงสนับสนุนทางสังคมกับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิธีวิจัยเชิงปริมาณ แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 259 คน สุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.88 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับ เท่ากับ 0.954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สเปียร์แมน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) เพศ อาชีพ รายได้ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แรงสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของอาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 42.80 (β =30.126, p&lt;.01) หน่วยงานควรสนับสนุนขวัญกำลังใจ ข้อมูลข่าวสาร วัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานจะส่งผลให้การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีขึ้น</p> ฟ้าใส ประสารรส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284225 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโภชนบำบัดต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/286152 <p>ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) เป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีลักษณะเด่นคือการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และสมรรถภาพทางกาย ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ยาวขึ้น และการสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ผลลัพธ์จากงานวิจัยยังมีความหลากหลาย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์และสังเคราะห์เกี่ยวกับผลของโภชนบำบัดต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทาง PRISMA ทำการสืบค้นฐานข้อมูลวิชาการทั้งระดับนานาชาติและระดับประเทศ</p> <p>การทบทวนงานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมและกึ่งทดลอง จำนวน 21 การศึกษาในผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเปราะบาง ผู้ป่วยที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และผู้ป่วยในโรงพยาบาล การให้โภชนบำบัดประกอบด้วยการเสริมเวย์โปรตีน โปรตีนร่วมลิวซีน โปรตีนร่วมวิตามินดี อาหารโปรตีนสูง สูตรเปปไทด์ โปรตีนร่วมการออกกำลังกายแบบแรงต้าน และโปรตีนร่วมกิจกรรมทางกาย ระยะเวลาอยู่ในช่วงประมาณ</p> <p>4–24 สัปดาห์ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ได้แก่ มวลกล้ามเนื้อส่วนปลาย มวลกายไร้ไขมัน ความหนากล้ามเนื้อ แรงบีบมือ ความแข็งแรง และคะแนนสมรรถภาพทางกาย</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่รายงานผลเชิงบวกต่อมวลกล้ามเนื้อหรือการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการเสริมโปรตีนคุณภาพสูงและสูตรที่มีลิวซีน รวมถึงการเสริมโปรตีนร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง หรือสมรรถภาพทางกาย บางการศึกษาพบผลคงสภาพกล้ามเนื้อในผู้ป่วยวิกฤต ขณะที่บางการศึกษาไม่พบการเปลี่ยนแปลงของมวลกล้ามเนื้อแม้ความแข็งแรงดีขึ้น สรุปได้ว่า โภชนบำบัดโดยเน้นโปรตีน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย มีแนวโน้มให้ประโยชน์ต่อผลลัพธ์ด้านกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง</p> ศักดิ์สิทธิ์ ทาแก้ว, ปัณณทัต พุทธรักษา, ชนิดา จูมพลา, ศรัญญู มีแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/286152 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284604 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังชมภู อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา IOC อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ทั้งฉบับอยู่ที่ .915 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter Regression ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยในระดับสูง (ร้อยละ 30.84) มีเจตคติอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.27, S.D. = 0.79) และมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอยู่ในระดับสูง ( = 4.09, S.D. = 0.78) 2) พฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยโดยรวมอยู่ในระดับดี</p> <p> ( = 3.19, S.D. = 0.78) โดยให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะภายในครัวเรือน 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรเจตคติและการมีส่วนร่วมต่อการจัดการขยะมูลฝอยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> พิมพ์พิชชา หนูคุ้มทรัพย์, ฉลองรัฐ ทองกันทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284604 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการให้บริการวิชาการเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เชิงป้องกัน จังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284796 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research PAR) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเชิงป้องกันของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมจำนวน 51 คน ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาบริบทและสถานการณ์สุขภาพของชุมชนโดยใช้แนวคิด PRECEDE Model (2) การพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและเสริมสร้างศักยภาพผู้นำนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และ (3) การประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมโดยการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบความแตกต่างแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัย (คาดคะเน) พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเอง การควบคุมตนเอง และการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) นอกจากนี้ ผลลัพธ์ทางสุขภาพ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย รอบเอว ความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด มีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมีประสิทธิผลในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในบริบทชุมชนอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้</p> <p>คำสำคัญ การมีส่วนร่วมของชุมชน, พฤติกรรมสุขภาพเชิงป้องกัน, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</p> จำลอง แก้วพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284796 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284866 <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบราคของแบบประเมินตามสภาพที่เป็นอยู่/มีอยู่จริงในปัจจุบัน และสภาพที่คาดหวัง/คิดว่าน่าจะเป็น เท่ากับ 0.95 และ 0.98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและจัดลำดับความต้องการจำเป็นโดยเรียงดัชนี จากมากไปหาน้อย โดยใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพัฒนา 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (PNI<sub>modified </sub>= 0.37), 2) ด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ (PNI<sub>modified </sub>= 0.25) และ 3) ด้านหลักสูตรและเนื้อหารายวิชา (PNI<sub>modified </sub>= 0.24) เมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนสูงสุด ได้แก่ ความเพียงพอของร้านค้าหรือโรงอาหาร รองลงมา คือ ความเพียงพอของพื้นที่สำหรับการทำงานนอกเวลาเรียน และความเหมาะสมของห้องเรียนกับการเรียนการสอน ตามลำดับ ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าควรมีการพัฒนาการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเร่งพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาหลักสูตรโดยเพิ่มรายวิชาเลือกที่หลากหลาย ปรับปรุงระบบการวัดและประเมินผลให้มีความโปร่งใสและยุติธรรม และส่งเสริมการพัฒนานักศึกษาด้านภาษาอังกฤษและทักษะการเป็นผู้ประกอบการ</p> กมลนัทธ์ คล่องดี, อัจฉราพร ปิติพัฒน์, ชฎารัตน์ แก้วเวียงเดช, เจริญชัย หมื่นห่อ, วิภาวรรณ สีหาคม, จุรีรัตน์ กอเจริญยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/284866 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285264 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง 138 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเที่ยงของความเชื่อในศักยภาพของตนเอง การรับรู้ความเจ็บป่วยของโรค พลังอำนาจจากบุคคลใกล้ชิด การจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด เท่ากับ 0.84, 0.81, 0.92, 0.73 และ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืดในภาพรวมอยู่ในระดับสูง</p> <p>(M= 4.10, SD.= 0.57) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณ (M= 4.45, SD.= 0.65) รองลงมาคือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (M= 4.34, SD.= 0.67) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (M= 4.23, SD.= 1.16) ด้านการจัดการกับความเครียด (M= 4.18, SD.= 0.76) ด้านโภชนาการ (M= 3.90, SD.= 0.65) และด้านกิจกรรมทางกาย มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง (M= 3.52, SD.= 1.00) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด 2 ปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อในศักยภาพของตนเอง และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้าน สามารถอธิบายการผันแปรพฤติกรรมการดูแลตนเอง ได้ร้อยละ 46.0 (<sub>adj</sub>R<sup>2</sup>= 0.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05) ฉะนั้น บุคลากรที่ปฏิบัติในคลินิกโรคหืดควรจัดโครงการเสริมพลังอำนาจ และปรับรูปแบบการให้สุขศึกษาจากการให้ข้อมูลทางเดียว เป็นการฝึกทักษะการพ่นยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย</p> จิฑาภรณ์ ยกอิ่น, เกษราภรณ์ สุขะวัลลิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/285264 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700