วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN <p>วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ดำเนินการโดย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี วารสารฯเป็นภารกิจหนึ่งที่สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ และนักวิชาการที่ผลิตผลงาน ทั้งงานวิจัย บทความทางวิชาการในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิชาการ และวิชาชีพทั้งทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนองค์ความรู้สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม</p> J-phin@phcsuphan.ac.th (ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) J-phin@phcsuphan.ac.th (ดร.สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์) Mon, 29 Dec 2025 10:07:43 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้ การตลาดเชิงสังคมผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ของวัยรุ่นตอนปลาย: กรณีศึกษานำร่อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283693 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการรับรู้และลดพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย โดยใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการตลาดเชิงสังคมผ่านเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นตอนปลายอายุ 18-25 ปี ที่มีพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป็นประจำจำนวน 4 คน การดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 10 วัน ประกอบด้วย การอบรมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Line การใช้แคมเปญ "ท้าเลิกการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล" โดยใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบบันทึกพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แบบสอบถามการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพก่อนและหลังการอบรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย<strong>สถิติ </strong><strong>Wilcoxon Signed-Rank Test</strong> และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการ<strong>วิเคราะห์เนื้อหา</strong></p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ในทุกมิติของแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพก่อนและหลังการอบรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -2.814, p = 0.005) การบันทึกพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล พบว่า ทุกคนสามารถลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เฉลี่ยบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 0-5.8 กรัมต่อวัน การประเมินผลลัพธ์ของโครงการพบว่า ผู้เข้าร่วมมีความตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพและมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีความพึงพอใจในโครงการ ( = 5.00 SD = 0) ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด และสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปยังผู้อื่นได้ แสดงให้เห็นว่าการใช้ทฤษฎีสุขภาพร่วมกับเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เบญจวรรณ พุทธิมัย, สมภพ ปานมณี, นภายุ เฮียงเฮี้ย, พิษนุ อภิสมาจารโยธิน, ปัญจรัตน์ ไล้สุวรรณชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/283693 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของฟันเทียมทั้งปากต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มารับ บริการที่โรงพยาบาลดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281067 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใส่ฟันเทียมทั้งปากต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้งานฟันเทียมทั้งปาก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาค ตัดขวาง (Cross-sectional analysis study)โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้รับฟันเทียมทั้งปาก จำนวน 243 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป การใช้งานฟันเทียม และการประเมินคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OHIP-EDENT) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ การถดถอยโลจิสติค การวิเคราะห์อรรถประโยชน์ สถิติ independent t-test ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังใช้งานฟันเทียมทั้งปากอยู่ร้อยละ 84.8 และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมในระดับดีมาก โดยคะแนนอรรถประโยชน์เฉลี่ยอยู่ที่ 0.915 SD = 0.114 ด้านปัญหาที่พบมากได้แก่ ต้องเลือกหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดร้อยละ 58 การบดเคี้ยวอาหารยากร้อยละ 41.6 และฟันเทียมหลวมร้อยละ 30 ขณะที่ผลกระทบด้านจิตสังคมพบในระดับต่ำมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนอรรถประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สิทธิการรักษาพยาบาล (p = 0.024) และระยะเวลาการใช้ฟันเทียม (p = 0.011) ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญสรุปได้ว่า การใส่ฟันเทียมทั้งปากส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะในด้านจิตสังคม อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงยังมีความท้าทายบางประการ จึงควรมีการส่งเสริมการดูแลฟันเทียมและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> ดิลก นูมหันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281067 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281680 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 360 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square และ Pearson’s correlation</p> <p>จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 59.17 อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 75–84 ปีร้อยละ 47.78 การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมร้อยละ 71.67 มีรายได้ต่ำกว่า 3,799 บาทร้อยละ 81.39 และไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ56.94 มีโรคประจำตัวร้อยละ56.39 กลุ่มตัวอย่างมีระดับด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง(Mean = 183.91, SD = 38.28) ในด้านการสื่อสารที่ได้คะแนนสูงที่สุดร้อยละ28.61 และในด้านการรู้เท่าทันสื่อที่มีระดับความรอบรู้ที่น้อยที่สุดร้อยละ 46.11กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมก็อยู่ในระดับกลางร้อยละ51.90 กิจกรรมที่ทำเป็นประจำคือการทำอาหารกินเองร้อยละ29.72 และการออกกำลังกายในที่อากาศปลอดโปร่งร้อยละ28.06</p> <p>ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงสมองเสื่อม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลส่วนใหญ่ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว ยกเว้นบางประเด็น เช่น อายุที่สัมพันธ์เชิงลบ (r = –.159, p = .002) รายได้ที่สัมพันธ์เชิงบวกเล็กน้อย (r = .155, p = .003) และการมีโรคประจำตัว (χ² = 6.257, p = .044) ส่วนด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความเชื่อมโยงเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจ (r = .541, p &lt; .001) การเข้าถึงข้อมูลและบริการ (r = .455, p &lt; .001) และความรู้ความเข้าใจ (r = .452, p &lt; .001) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> ขนิษฐา สระทองพร้อม, สุนิสา จันทร์แสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/281680 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การติดตามผลการใส่ฟันเทียมทั้งปากของผู้สูงอายุ ในโครงการฟันเทียมพระราชทานโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี : 3-5 ปี ภายหลังการรักษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282075 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ เพื่อประเมินคุณภาพฟันเทียมทั้งปาก คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้งสอง ในผู้สูงอายุ 73 คน (อายุเฉลี่ย 71.38 ± 7.89 ปี) ที่ใส่ฟันเทียมจากโครงการฟันเทียมพระราชทานระยะเวลา 3-5 ปี เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินคุณภาพฟันเทียม และแบบวัดคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก (OIDP) โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และ การทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาคุณภาพฟันเทียมที่พบบ่อยที่สุดคือ การยึดอยู่ (ร้อยละ 45.2) ความเสถียร (ร้อยละ 34.2) และการสบฟัน (ร้อยละ 31.5) ด้านคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก พบว่าร้อยละ 53.4 ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างน้อยหนึ่งด้าน โดยการกินอาหารเป็นกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด (ร้อยละ 41.1) อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพชีวิตในระดับดีมาก (ร้อยละ 46.6) และดี (ร้อยละ 31.5) ทั้งนี้ คุณภาพฟันเทียมด้านการยึดอยู่ ความเสถียร ความสูงของฟันเทียมและการออกเสียง และการสบฟัน มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการติดตามเพื่อประเมินและแก้ไขปัญหาฟันเทียมอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ</p> อณิรัฐ เทิดปฐวีพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282075 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการวางแผนจำหน่ายแบบ DMETHOD ต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลและการกลับมารักษาซ้ำ ของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282281 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการวางแผนจำหน่ายแบบ DMETHOD ต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลและการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลและเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืด จำนวน 30 คู่ ที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวางแผนจำหน่ายแบบ DMTHOD แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมของผู้ดูแลเด็กโรคหอบหืด ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยพบว่า (1) หลังการวางแผนจำหน่าย ผู้ดูแลของผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ มีคะแนนพฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (2) หลังการวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด โรงพยาบาลสุรินทร์ ไม่กลับมารักษาซ้ำร้อยละ 100 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การวางแผนจำหน่ายโดยใช้รูปแบบ DMETHOD มีศักยภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมผู้ดูแล และลดอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดในเด็ก ดังนั้นสถานพยาบาลควรพิจารณานำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่</p> นเรศินี หวลระลึก, ณกานดา ยมศรีเคน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282281 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282732 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนวัยทำงาน 98 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 49 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 49 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปากเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามและการตรวจดัชนีคราบจุลินทรีย์ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาร์คของแบบประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบประเมินความรอบรู้สุขภาพช่องปาก แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง ได้เท่ากับ 0.91, 0.89, และ 0.81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด การเปรียบเทียบข้อมูลภายในกลุ่มทดลองใช้สถิติ paired t-test และการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลองใช้สถิติ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรอบรู้สุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีค่าดัชนีคราบจุลินทรีย์เฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p &lt; 0.001) นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเอง ความรอบรู้สุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีดัชนีคราบจุลินทรีย์ต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p &lt; 0.001) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นนี้ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพช่องปาก ส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง และลดคราบจุลินทรีย์ในกลุ่มวัยทำงาน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนมได้</p> นันทวรรณ จันทะเสน, ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/J-PHIN/article/view/282732 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700