ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัด ต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วย
คำสำคัญ:
พฤติกรรมการดูแลตนเอง, ความพึงพอใจของผู้ป่วย, ผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ
แบบแผนงานวิจัย:การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียว (วัดภายหลังการทดลอง)
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เตรียมเข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่ศูนย์ตา โงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 34 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังได้รับโปรแกรม โดยดำเนินการเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ หลังผ่าตัด 7 วัน และ 1 เดือน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังได้รับโปรแกรมเมื่อหลังผ่าตัด 1 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้ง 2 ชุดมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .84 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย และ ร้อยละ) และการทดสอบค่าแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent T-Test)
ผลการวิจัย:คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกภายหลังได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเมื่อหลังผ่าตัด 1 เดือน มีความแตกต่างจากหลังผ่าตัด 7 วัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (t = 4.61, p< .05) และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมหลังได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลอยู่ในระดับมากคิดเป็นร้อยละ 91.20
สรุป:โปรแกรมการให้ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้นรวมถึงมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเมื่อภายหลังการผ่าตัด 1 เดือน
เอกสารอ้างอิง
Thongyod P. Factors affecting self-care behaviors among postoperative cataract patients with intraocular lens implantation at Koh Samui Hospital. Journal of Surat Thani Provincial Public Health Office. 2025;2(1):3.
World Health Organization. Report of the 2030 targets on effective coverage of eye care [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2022 [cited 2024 May 22]. Available from:https://www.who.int/publications/i/item/9789240058002
Maneepong J. The holistic nursing of high-risk cataract surgery at Kalasin Hospital. Journal of Health and Environmental Education. 2020;5(2):13.
Supharattanasitthi W. Department of Physiology, Faculty of Pharmacy, Mahidol University. Educational article for the public [Internet]. 2021 [cited 2023 Apr 14]. Available from: https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge-article-info.php?id=557
Yousuk S. Prediction power of health beliefs and selected factors to complications prevention behavior of postoperative cataract patients undergoing phacoemulsification with intraocular lens prosthesis in community hospitals [thesis]. Bangkok: Bangkok Christian University; 2005. Available from: http://library.christian.ac.th/thesis/document/T020811.pdf
Thapberk D. Results of using a preparation model for cataract surgery with intraocular lens implantation in Eye, Ear, Nose and Throat Ward, Somdej Phrachao Taksin Maharat Hospital, Tak Province [Internet]. 2021 [cited 2023 May 2]. Available from: http://www.tako.moph.go.th/librarybook/web/files/91fd6bc4f410218084cfe996bb96dc59.pdf
Pankasikorn P, Kitsripisarn S. Benefits of a self-care-promoting programme for cataract surgery patients' knowledge and self-care behaviour. Journal of Thailand Nursing and Midwifery Council. 2020;35(4):84-98.
Albert Bandura. Social learning theory. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1977.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร