ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนในนักศึกษาพยาบาล

Main Article Content

ปิยะภัทร พึ่งพงษ์
จุฬารักษ์ กวีวิวิธชัย
นพวรรณ เปียซื่อ

Abstract

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสมเรื่อง การป้องกันโรคกระดูกพรุน  ต่อความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง  และพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุน 


รูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบกึ่งทดลอง  ศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง 


วิธีการดำเนินการวิจัย : คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน  49  ราย สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง  25  รายโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม  และกลุ่มเปรียบเทียบ 24  รายโดยใช้แผ่นพับ  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ  6  ชนิด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล  แบบประเมินความรู้เรื่องโรคกระดูกพรุนและการป้องกัน  แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง  แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุน  แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสมและต่อแผ่นพับ  และแบบบันทึกรายการอาหารย้อนหลัง 3 วัน   วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย  การวิเคราะห์ความแปรปรวน 2 ปัจจัย แบบวัดซ้ำ 1 ปัจจัย   การทดสอบทีคู่และทีอิสระ 


ผลการวิจัย :  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม มีคุณภาพอยู่ในระดับดีถึงดีมากทุกด้าน ความ  พึงพอใจของกลุ่มทดลองต่อคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้ (หลังทดลองทันทีและหลัง 8 สัปดาห์)การรับรู้ความสามารถของตนเองมากกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p <.001)  ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังทดลองไม่แตกต่างกัน (p >.05) ในทั้งสองกลุ่ม ค่าเฉลี่ยความรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ส่วนค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกันทั้งก่อนและหลังการทดลอง  (p > .05)               


สรุป :  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม เรื่อง การป้องกันโรคกระดูกพรุน เป็นสื่อที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความรู้  การรับรู้ความสามารถของตนเอง  และการให้ความรู้ครั้งต่อไปควรตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายและครอบครัว

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

Section
Research articles