ความต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูล ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบําบัดทดแทนไต
คำสำคัญ:
โรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต, ความต้องการข้อมูล, การได้รับข้อมูลบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบความต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูลของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัด ทดแทนไต
รูปแบบการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนาเปรียบเทียบ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต ระยะที่ 3-5 จำานวน 120 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตามความสะดวก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความต้องการข้อมูล และแบบสอบถามการได้รับข้อมูลของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบ Wilcoxon signed-rank test
ผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยความต้องการข้อมูลโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.01, SD = 0.81) ค่าเฉลี่ยของความต้องการข้อมูลในเรื่องการควบคุมโรคหรือแนวทางการดูแลตนเองเพื่อชะลอความ เสื่อมของไตมีค่ามากที่สุด (Mean = 4.33, SD = 0.95) ขณะที่ค่าน้อยที่สุดเป็นของความต้องการข้อมูล เรื่องผลกระทบในเรื่องเพศสัมพันธ์/การมีบุตร (Mean = 3.08, SD = 1.45) ในทางตรงกันข้าม ค่าเฉลี่ย การได้รับข้อมูลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.08, SD = 1.03) โดยการได้รับคำาอธิบายทุก ครั้งก่อนรับการรักษาหรือการพยาบาลเป็นข้อที่ถูกเลือกมากที่สุด (Mean = 3.45, SD = 1.21) และการ ได้รับข้อมูลเรื่องผลกระทบในเรื่องเพศสัมพันธ์/การมีบุตรเป็นข้อที่ถูกเลือกน้อยที่สุด (Mean = 2.30, SD = 1.42) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างความต้องการข้อมูลและการได้รับข้อมูลพบว่าการได้รับข้อมูล มีค่าน้อยกว่าความต้องการข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งด้านโดยรวม (Z = -7.33, p < .001) และ รายข้อในทุกข้อคำถาม (Z = -6.92 – 9.44, p < .01)
สรุป: บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในการวางแผน และพัฒนาวิธีการให้ข้อมูล เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้รับข้อมูลที่เหมาะสม และตรงความต้องการของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดย วารสารการวิจัยทางการพยาบาล นวัตกรรม และสุขภาพ และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความหรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร