การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บวิกฤตฉุกเฉินในโรงพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

ผู้แต่ง

  • สุรัตน์ คร่ำสุข โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://orcid.org/0000-0003-1869-3020
  • รัชนี ศิริวัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  • นิตยา นิตยา โรจน์ทินกร โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  • จิราพร พอกพูนทรัพย์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

คำสำคัญ:

แนวปฏิบัติการพยาบาล, การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บวิกฤตฉุกเฉินในโรงพยาบาล

บทคัดย่อ

     การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่มีอาการวิกฤตฉุกเฉินในโรงพยาบาลและ 2) ศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ต่อผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยในกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เก็บข้อมูลเดือนสิงหาคม 2561 - มีนาคม 2563 ตัวอย่างเป็นผู้บาดเจ็บที่มีอาการวิกฤตฉุกเฉิน 182 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบบันทึกแนวปฏิบัติการพยาบาล 2) แบบสังเกตพฤติกรรม 3) แบบประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และระยะเวลาในการเคลื่อนย้าย และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .88, .88, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Fisher's Exact Test  t-test แบบ Independent และวิเคราะห์เนื้อหา กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า

  1. แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่มีอาการวิกฤตฉุกเฉินในโรงพยาบาล ประกอบด้วย 3ระยะ คือ 1) ระยะก่อนเคลื่อนย้าย เน้นการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วย อุปกรณ์ และบุคลากร 2) ระยะระหว่างเคลื่อนย้าย เน้นการเฝ้าระวังอาการนำก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤตของผู้ป่วย และ 3) ระยะยุติการเคลื่อนย้าย เน้นการบันทึกและการสื่อสารทางการพยาบาลด้วยเทคนิค SBAR
  2. ประเมินผลลัพธ์เชิงกระบวนการ พบว่า พยาบาลห้องฉุกเฉินปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติได้ร้อยละ 96.12 และมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติร้อยละ 94.82
  3. การประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่า 1) การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากท่อช่วยหายใจเลื่อน/หลุด ความดันโลหิตต่ำ ไม่ได้รับสารน้ำตามที่กำหนด ขาดอุปกรณ์เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลง และการระบุตัวผู้ป่วยผิดพลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ระยะเวลาเฉลี่ยในการเคลื่อนย้ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

     สรุป ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลฯที่พัฒนาขึ้น ช่วยพัฒนาความรู้ สมรรถนะของบุคคล นวัตกรรม และการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้บาดเจ็บที่มีอาการวิกฤตฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงเหมาะสมต่อการนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

Downloads

Download data is not yet available.

ประวัติผู้แต่ง

สุรัตน์ คร่ำสุข, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

1.ความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเลือดออกในสมองของผู้บาดเจ็บสมองเล็กน้อยที่มารับบริการในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

2.กล่องบรรจุตัวอย่างเลือด เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง

3.การพัฒนารูปแบบการสื่อสารทางการพยาบาลโดยใช้เทคนิค SBAR แบบไร้รอยต่อในระยะเปลี่ยนผ่านการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

เอกสารอ้างอิง

Bergman, L. M., Pettersson, M. E., Chaboyer, W. P., Carlstrom, E. D., & Ringdal, M. L. (2017). Safety hazards during intrahospital transport: A prospective observational study. Critical Care Medicine, 45(10), 1043–1049.

Despoina, A. (2014). Intrahospital transport policies: The contribution of the nurse. Health Science Journal, 8(2), 166-178.

Emergency Care Institute New South Wales. (2016). Improving quality and safety in the ED. Retrieved from https://www.aci.health.nsw.gov.au

Holly, C., & Eileen, B. P. (2014). A systematic review on the transfer of information during nurse transitions in care. Journal of Clinical Nursing, 23(17), 2387–2395.

Jarden, R. J., & Quirke, S. (2010). Improving safety and documentation in intrahospital transport: Development of an intrahospital transport tool for critically ill patients. Intensive and Critical Care Nursing, 26(2), 101–107.

Jones, H. M., Zychowicz, M. E., Champagne, M., & Thornlow, D. K. (2016). Intrahospital transport of the critically ill adult: A standardized evaluation plan. Dimensions of Critical Care Nursing: DCCN, 35(3), 133–146.

Kaewmee, J., (2017). Efficiency improvement of patients’ transportation at the super tertiary hospital in southern thailand. Nursing Journal of the Ministry of Public Health, 27(special), 104-120.

Kemmis, S., & McTaggart, R. (2000). Participatory action research. In K. N. Denzin & S. Y. Lincoln (Eds.), Handbook of qualitative research (2nd ed.) (pp. 567–605). Thousand Oaks, CA: Sage.

Krongyuth, S. (2015). Managing of delirium in ICU patients. Journal of Faculty of Nursing Burapha University, 23(4), 1-15.

Maharat Nakhon Ratchasima Hospital. (2018). Statistical records. Maharat Nakhon Ratchasima Hospital, Nakhon Ratchasima.

Melnyk, B. M., & Fineout-Overholt, E. (2005). Evidence-based practice in nursing and healthcare:

A guide to best practice. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.

Ringdal, M., Chaboyer, W., & Warrén Stomberg, M. (2016). Intrahospital transports of critically ill patients: Critical care nurses’ perceptions. Nursing in Critical Care, 21(3), 178–184.

Shagana, J. A., Dhanraj, M., & Jain, A. R. (2018). Hypovolemic shock - a review. Drug Invention Today, 10(7), 4.

Soukup, S. M. (2000). The center for advanced nursing practice evidence-based practice model: Promoting the scholarship of practice. The Nursing Clinics of North America, 35(2), 301-309.

Wongnaikot, P., & Saensom, D. (2017). Development of an intrahospital transfer clinical nursing practice guideline for critically ill trauma patients. The National and International Graduate Research Conference 2016, Khon Kaen University, Khon Kaen.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-06-16

รูปแบบการอ้างอิง

คร่ำสุข ส., ศิริวัฒน์ ร., นิตยา โรจน์ทินกร น. ., & พอกพูนทรัพย์ จ. . (2020). การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บวิกฤตฉุกเฉินในโรงพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. วารสารพยาบาลตำรวจและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 12(1), 36–47. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/241834

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย