ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
การรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ, การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง, ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรค และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง ตัวอย่าง จำนวน 110 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงโรคหลอดเลือดสมองที่แพทย์วินิจฉัยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือดสูง และโรคหัวใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้ของ บุญพิสิฐษ์ ธรรมกุล (2554) ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามการรับรู้แบบแผนความเชื่อ (มี 3 ส่วน) และแบบสอบถามการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เครื่องมือทุกฉบับมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .77, .71, .73, .83, และ .76 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและและการทดสอบไค-สแควร์
ผลการวิจัย พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ระดับสูง(=75.22, S.D.=13.89) มีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในระดับปานกลาง(
=65.09 , S.D.=8.08) และมีพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในระดับสูง (
=81.93 , S.D.=8.45) และจากการหาความสัมพันธ์ พบว่า 1) ปัจจัยด้านสถานภาพสมรส รายได้ ดัชนีมวลกาย การมีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ2=44.30, 19.38, 83.78, และ 120.89 ตามลำดับ, p<.05) และ 2) การรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ2=89.98 และ 148.36, p<.05)
Downloads
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ผลงานที่ได้ตีพิมพ์แล้วจะเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลตำรวจ











