ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ผู้แต่ง

  • จินตนา ชาญสูงเนิน คณะสาธารณสุขศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ วิทยาลัยนครราชสีมา
  • ธณกร ปัญญาใสโสภณ คณะสาธารณสุขศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ วิทยาลัยนครราชสีมา
  • พัทธนันท์ พุดหล้า คณะสาธารณสุขศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ วิทยาลัยนครราชสีมา

คำสำคัญ:

โปรแกรมป้องกันโรคเบาหวาน, โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์, ผลการวินิจฉัยโรคเบาหวาน

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่มารับบริการที่แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์ และโรงพยาบาลหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ รวมจำนวน 40 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการสร้างเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .86 แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการสร้างเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .84 แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการสร้างเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .85 แบบสอบถามพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น .76 และแบบบันทึกผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและผลการวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน paired t-test และ independent t-test

ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ของการสร้างเสริมสุขภาพ คะแนนเฉลี่ยการรับรู้อุปสรรคของการสร้างเสริมสุขภาพ คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.630, p < .001; t = 6.560, p < .001; t = 2.590, p < .05 และ t = 4.500, p < .001 ตามลำดับ) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 81.000, p < .001; t = 76.360, p < .001; t = 65.070, p < .001 และ t = 48.700, p < .001 ตามลำดับ) 2) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย FBS ค่าเฉลี่ย 100 gm 1 h OGTT ค่าเฉลี่ย 100 gm 2 h OGTT และค่าเฉลี่ย 100 gm 3 h OGTT ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และ 3) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์น้อยกว่ากลุ่มควบคุม

จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรสุขภาพควรนำโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์นี้ ไปใช้ในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

เอกสารอ้างอิง

กนกวรรณ ฉันธนะมงคล. (2559). การพยาบาลสตรีที่มีโรคร่วมกับการตั้งครรภ์. ปทุมธานี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต.

กรฐณธัช ปัญญาใส, พิชามญชุ์ ภูเจริญ, และณิชกมล เปียอยู่. (2560). การประเมินผลการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 28(1), 51–62.

กฤษณี สุวรรณรัตน์, ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี, และสุพิศ ศิริอรุณรัตน์. (2562). ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการภาวะเบาหวานด้วยตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของหญิงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 30(2), 1–13.

จันทรา สุวรรณอยู่ศิริ, และรักชนก จันทร์เพ็ญ. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี. วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล, 4(1), e0049.

ดวงพร วัฒนเรืองโกวิท, และอมรรัตน์ สุนทรพุทธศาสน์. (2563). การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลยโสธร. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 38(1), 78–86.

ธัญลักษณ์ ตั้งธรรมพิทักษ์. (2562). ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนบ้านหนองนาสร้าง จังหวัดร้อยเอ็ด. ศรีนครินทร์เวชสาร, 34(3), 243–248.

ประภัทร วานิชพงษ์พันธุ์. (2560). บทบาทพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์. กรุงเทพฯ: พี.เอ.ลีฟวิ่ง.

มณีภรณ์ โสมานุสรณ์, ดวงหทัย ศรีสุจริต, ปราชญาวตี ยมานันตกุล, ปราณี แสดคง, และวัจมัย สุขวนวัฒน์. (2551). การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์: ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์. นนทบุรี: ยุทธรินทร์การพิมพ์.

โรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ. (2561). รายงานสถิติประจำปี 2561. ชัยภูมิ: ผู้แต่ง.

สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย. (2559). อัตราการคลอดมีชีพในมารดาหลังคลอด พ.ศ. 2559. สืบค้นจาก http://rh.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=152

อุ่นใจ กออนันตกุล. (บ.ก.). (2551). การตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง (พิมพ์ครั้งที่ 2). สงขลา: ชานเมืองการพิมพ์.

International Diabetes Federation. (2017). Care & prevention: Gestational diabetes. Retrieved from https://www.idf.org/our-activities/care-prevention/gdm

Pender, N. J. (1987). Health promotion in nursing practice (2nd ed.). New York: Appleton & Lange.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-12-29

รูปแบบการอ้างอิง

ชาญสูงเนิน จ., ปัญญาใสโสภณ ธ., & พุดหล้า พ. (2022). ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 33(2), 53–68. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/pnc/article/view/245977

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานการวิจัย (Research Report)