การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจชนิดเร็ว (OV-ATK) โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสองห้อง

ผู้แต่ง

  • มณีวรรณ สายรัตน์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสองห้อง

คำสำคัญ:

การเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุก, โรคพยาธิใบไม้ตับ, ชุดตรวจชนิดเร็ว (OV-ATK), เครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาสถานการณ์และบริบท พัฒนาระบบ ประเมินผล และถอดบทเรียนระบบการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจชนิดเร็ว (OV-ATK) โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสองห้อง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามกรอบแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ได้แก่ ขั้นตอนการวางแผน (Planning) ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ (Action) ขั้นตอนสังเกตการณ์ (Observation) และขั้นตอนการสะท้อนผล (Reflection)

วัสดุและวิธีการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม รวม 23 คน ได้แก่ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและภาคการเมือง ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 131 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดตรวจปัสสาวะชนิดเร็ว (OV-ATK), เครื่องอัลตร้าซาวด์, แบบสัมภาษณ์, แบบบันทึกการสังเกต และแบบสอบถาม 6 ส่วน ที่ได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และหาค่าความเชื่อมั่น ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2568 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired Samples t-test)

ผลการวิจัย: (1) สถานการณ์ บริบท และช่องว่างการวิจัย พบว่า ตำบลโคกสูงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่มีประชากรบริโภคปลาดิบ และเผชิญปัญหาการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีอย่างต่อเนื่อง (ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 5 ราย ในปี พ.ศ. 2568) ผลจากการวิเคราะห์พบช่องว่างวิจัย 3 ประการ คือ ขาดรูปแบบการจัดบริการสาธารณสุข (Service Model) ในระดับปฐมภูมิที่สอดรับกับการใช้นวัตกรรมชุดตรวจ OV-ATK ขาดระบบบูรณาการบทบาทภาคีเครือข่ายชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และขาดแนวทางเชื่อมโยงการคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับเข้ากับการดูแลกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) (2) ระบบการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุก: ได้พัฒนารูปแบบการบริการ "ครอบครัวต้นแบบ ปลอดพยาธิใบไม้ตับ ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี" ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU), การพัฒนาศักยภาพแกนนำและการคัดกรองเชิงรุกด้วยชุดตรวจ OV-ATK และอัลตร้าซาวด์, การขับเคลื่อนชุมชนผ่านหอกระจายข่าวและการเคาะประตูบ้าน, การติดตามและส่งต่อรักษาอย่างรวดเร็ว, และการถอดบทเรียนเพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น และ (3) ผลการประเมินการดำเนินงาน หลังการพัฒนา พบว่า อสม.มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ บทบาทหน้าที่ การมีส่วนร่วม และพฤติกรรมการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น (p<.001) ด้านผลการตรวจคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองรวมทั้งสิ้น 775 คน ผลตรวจเป็นบวก (Positive) จำนวน 498 คน คิดเป็นร้อยละ 64.62 และความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

สรุปและข้อเสนอแนะ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรขยายผลรูปแบบบริการ "ครอบครัวต้นแบบ" อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) สนับสนุนงบประมาณตรวจคัดกรองด้วย OV-ATK และอัลตร้าซาวด์ซ้ำ พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลโรคพยาธิใบไม้ตับเข้ากับการดูแลกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงส่งเสริมบทบาท อสม. ให้ทำหน้าที่เป็นหมอประจำบ้านในการเยี่ยมบ้าน ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อย่างสม่ำเสมอ

เอกสารอ้างอิง

1. กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค. รายงานการสำรวจความชุกตัวอ่อนระยะติดต่อเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิใบไม้ตับในปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่ส่งผ่านโรคสู่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูง. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2562.

2. จุติกาญจน์ ภูเก้าล้วน, อรนาถ วัฒนวงษ์, ทองรู้ กอผจญ. รายงานการสำรวจความชุกตัวอ่อนระยะติดต่อเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิใบไม้ตับในปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่ส่งผ่านโรคสู่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูง. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2562.

3. วัฒนศักดิ์ โสสุด, เกษราวดี คนหาญ. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตสุขภาพที่ 7. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2567.

4. วาทินี จันทร์เจริญ. 'พยาธิใบไม้ตับ-มะเร็งท่อน้ำดี' ภัยร้ายที่มี 'อีสาน' เป็น 'เมืองหลวง'. Health Station; 2565.

5. สุมาลี จันทลักษณ์, รุจิรา สมภาร, วนิดา อินทรสังขาร์. การพัฒนารูปแบบการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจ OV-ATK (OV-Rapid Diagnosis Test) เขตสุขภาพที่ 7. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น. 2568;32(2):132-45.

6. นฤมล อาชวชาลี. ประสิทธิภาพของการค้นหามะเร็งท่อน้ำดีของประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงในพื้นที่เขตอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ตามโครงการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น. 2561;25(2):58-66.

7. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองสองห้อง. รายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสร์สาธารณสุข พ.ศ.2568. ร้อยเอ็ด; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองสองห้อง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด; 2568.

8. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมโรค. แผนงานด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2565.

9. Kemmis S, McTaggart R. The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press; 1988.

10. Patton M Q. Qualitative research & evaluation methods: Integrating theory and practice. SAGE Publications; 2015.

11. Creswell J W, Poth C N. Qualitative inquiry and research design: Choosing among five approaches. SAGE Publications; 2018.

12. Bernard H R. Research methods in anthropology: Qualitative and quantitative Approaches. Rowman & Littlefield; 2027.

13. วัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์, และคณะ. รายงานการดำเนินงานหรือการศึกษาเรื่องโรคพยาธิใบไม้ตับ. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2554.

14. Lee Y T, Ziegler A D. Unpacking the black box: I. Knowledge production and public health narratives on liver fluke infection and cholangiocarcinoma in Northeast Thailand. South East Asia Research. 2025;133-159. doi: 10.1080/0967828x.2025.2530096

15. Tanthanapanyakorn P, Maoon K. Factors Associated with Risky Dietary Behaviors for Cholangiocarcinoma among Residents of an Endemic Area in Northern Thailand: A Cross-Sectional Study. Natural and Life Sciences Communications. 2026;25(4).1-16. doi:10.12982/nlsc.2026.080

16. Thinkhamrop K, Suwannatrai A, Chamadol N, Khuntikeo N, Thinkhamrop B, Sarakarn P, et al. Spatial analysis of hepatobiliary abnormalities in a population at high-risk of cholangiocarcinoma in Thailand. Scientific Reports. 2020;10(1):16855. doi: 10.1038/S41598-020-73771-0

17. Jaikaew J, Songserm N, Charoenbut P, Thongchai C, Chada W. Environmental Management for Opisthorchis viverrini and Cholangiocarcinoma Prevention in a High-Risk Area of Thailand: The KALMeFS Model. Asian Pacific Journal of Cancer Prevention. 2024;25(12):4305–11. doi: 10.31557/apjcp.2024.25.12.4305

18. Nguyễn T K D, Trần B T, Nguyễn Đ C, Nguyễn T Q, Lê T B L, Arporn W, Paiboon S, et al. SO SÁNH GIÁ TRỊ CHẨN ĐOÁN NHIỄM SÁN LÁ GAN Opisthorchis viverrini CỦA TEST NHANH OV ANTIGEN VỚI XÉT NGHIỆM TẬP TRUNG FORMALIN-ETHYL ACETATE TẠI HUYỆN ĐĂK GLEI, KON TUM, NĂM 2025. Tạp Chí Y Học Cộng Đồng (Journal of Community Medicine); 2026. doi: org/10.52163/yhc.v67icd4.4779

19. Buisson Y. Control of Opisthorchis viverrini infection for cholangiocarcinoma prevention. Bulletin De La Societe De Pathologie Exotique. 2017;110(1):61–67. doi: 10.1007/S13149-017-0544-8.

20. Kaewpitoon S J, Rujirakul R, Loyd R A, Panpimanmas S, Matrakool L, Tongtawee T, et al. Surveillance of Populations at Risk of Cholangiocarcinoma Development in Rural Communities of Thailand Using the Korat-CCA Verbal Screening Test. Asian Pac J Cancer Prev. 2016;17(4):2205-9. doi: 10.7314/apjcp.2016.17.4.2205.

21. Khuntikeo N, Andrews R H, Petney T, Khan S A. Introduction; 2023. doi: 10.1007/978-3-031-35166-2_1.

22. Kamber L, Bürli C, Harbrecht H, Odermatt P, Sayasone S, Chitnis N. Modeling the persistence of Opisthorchis viverrini worm burden after mass-drug administration and education campaigns with systematic adherence. PLOS Neglected Tropical Diseases. 2024;18. doi: 10.1371/journal.pntd.0011362.

23. de Martel C, Plummer M. Opisthorchis viverrini , Clonorchis sinensis and Cholangiocarcinoma; 2014. doi: 10.1016/B978-0-12-801238-3.65041-9.

24. Nawan P, Raksilp M, Kankarn W, Songserm N. Capacity strengthening of village health volunteers during and post-COVID-19: a model to prepare for emerging diseases. International Journal of Public Health Science; 2015;14(1):10. doi: 10.11591/ijphs.v14i1.24870.

25. Chaleephrom P, Leethongdissakul S, Promasatayaprot V. A model for developing the competencies of Village Health Volunteers in the prevention and control of communicable diseases at the community level: a case study of Chaiyaphum Province, Thailand. Frontiers in Public Health. 2026;14:1781727. doi: org/10.3389/fpubh.2026.1781727.

26. Nak‐Ai W, Phranetr N, Thaitrong P, Sutin U, Sompeewong P. Enhancing Village Health Volunteers’ Capacity in Health Promotion for NCD Risk Groups via Digital Technology: An Action Research Study in Sing Buri, Thailand. Journal of Health Research. 2026;40(1). doi: org/10.56808/2586-940x.1190.

27. Srisarakham P, Amnatsatsue K, Kerdmongkol P, Leerapan P. Development of a capacity building program for village health volunteers to support self-management in a high risk population for diabetes in a rural community in northeast Thailand. 2016;1(2):46–54. doi: org/10.9741/23736658.1028.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

เผยแพร่ 2026-11-06 — ปรับปรุง 2026-11-06

เวอร์ชัน

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สายรัตน์ ม. การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจชนิดเร็ว (OV-ATK) โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสองห้อง. J Res Health Inno Dev [อินเทอร์เน็ต]. 6 พฤศจิกายน 2026 [อ้างถึง 8 พฤศจิกายน 2026];7(3):256-74. Available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/293302

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นนิพนธ์