ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะวิตกกังวลของผู้รับบริการที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรม แผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
ภาวะวิตกกังวล, การตรวจแมมโมแกรม, ปัจจัยเสี่ยงบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะวิตกกังวลของผู้รับบริการที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรม แผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง
วัสดุและวิธีการวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีกลุ่มเสี่ยง ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรม แผนกรังสีวิทยา ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างเดือน พฤษภาคม 2569 ถึง สิงหาคม 2569 จำนวน 63 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามปัจจัยเสี่ยงด้านร่างกาย แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการตรวจแมมโมแกรม และแบบประเมินความวิตกกังวล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดี่ยวและการวิเคราะห์แบบตัวแปรพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญ (p<.05)
ผลการวิจัย : ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล ของผู้รับบริการที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรม แผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด คือ กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เมื่อมีบุตรคนแรก มีความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล 3.73 เท่า (95%CI: 1.131 – 5.412) จำนวนการตั้งครรภ์ มากกว่า 2 ครั้ง มีความเสี่ยง 3.21 เท่า (95%CI: 1.251 – 6.470) เคยให้นมบุตรมากกว่า 2 คน มีความเสี่ยง 4.61 เท่า (95%CI: 2.134 - 8.017) กลุ่มที่เคยตรวจแมมโมแกรม มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล 3.17 เท่า (95%CI: 1.156 – 6.202) เหตุผลการตรวจแมมโมแกรมจากแพทย์นัดติดตามอาการ มีความเสี่ยงต่อภาวะ วิตกกังวล 3.23 เท่า (95%CI: 2.287 – 5.135) รอคิวตรวจนาน มีความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล 3.02 เท่า (95%CI: 1.316 – 4.002) ญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มีความเสี่ยง 2.46 เท่า (95%CI: 1.059 – 4.418) การใช้ฮอร์โมนทดแทน มีความเสี่ยง 2.21 เท่า (95%CI: 1.114 - 4.015) ไม่ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน มีความเสี่ยง 2.01 เท่า (95%CI: 1.260 – 4.271) และผลการตรวจพบสิ่งผิดปกติ มีความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล 2.29 เท่า (95%CI: 1.184 – 3.710)
สรุปและข้อเสนอแนะ : ปัจจัยด้านสูติเวชศาสตร์ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ ส่งผลให้ผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรมมีภาวะวิตกกังวลสูงขึ้น จึงควรสร้างรูปแบบการให้บริการเพื่อลดความวิตกกังวลจากปัจจัยดังกล่าว
เอกสารอ้างอิง
1. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข. มะเร็งเต้านม [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://www.breastcancer.org/facts-statistics
2. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. ข้อเสนอแนะการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เหมาะสมสาหรับประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทโฆสิตการพิมพ์ จำกัด; 2560.
3. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. แนวทางการตรวจคัดกรองวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งเต้านม. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท โฆษิตการพิมพ์ จำกัด; 2560.
4. จุฑามาศ ปึงธนานุกิจ, จิตรานันต์ กงวงษ์. การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดที่แผนกผู้ป่วยนอก. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2566;50(1):396-408.
5. อนงนาฏ เรืองดำ, พัชรภรณ์ ทองวัชระ. สภาวะทางด้านจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วยมะเร็ง [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569]. เข้าถึงได้จาก: http://hocc.medicine.psu.ac.th/files/khowledge/8august2011.pdf
6. ศูนย์ข้อมูลทางการแพทย์. บันทึกผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรม กลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด. โรงพยาบาลร้อยเอ็ด; 2569.
7. Lwanga S K, Lemeshow S. Sample size determination in health studies: a practical manual. Geneva:World Health Organization; 1991.
8. Spielberger C D. Manual for the State–Trait Anxiety Inventory: STAI (Form Y). Palo Alto, CA: Consulting Psychologists Press; 1983.
9. วิพาพร ขาวนวล, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์. ผลของโปรแกรมการสอนและการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวต่อความวิตกกังวลของผู้สูงอายุก่อนได้รับการตรวจส่องกล้องระบบทางเดินปัสสาวะ. วารสารพยาบาลต ารวจ. 2560;9(2):33-42.
10. Polit D. Hungler B. Nursing Research: Principle and Method. 6th ed.; Philadelphia: Lippincott Company; 1999.
11. รัตนาภรณ์ แสงทอง และคณะ. ปัจจัยทำนายความวิตกกังวลและการรับรู้ความเจ็บป่วยของผู้รับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมในโรงพยาบาลภูมิภาค. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2564;30(พิเศษ):S1-10.
12. ชัชชญา ปุณญาภัสส์. ผลลัพธ์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุกในสตรีกลุ่มเสี่ยง อายุ 30-70 ปี โดยใช้แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 2568;19(3):1032-47.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง