รูปแบบการพยาบาลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยกระดูกเชิงกราน และกระดูกเบ้าสะโพกหัก ของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
รูปแบบการพยาบาล, กระดูกเชิงกรานหัก, กระดูกเบ้าสะโพกหัก, คุณภาพและความปลอดภัย, PELVIS Modelบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการ พัฒนารูปแบบการพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) บูรณาการวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) ร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research)
วัสดุและวิธีการวิจัย : การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการการดูแล โดยสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ 20 คน และผู้ป่วยหรือผู้ดูแล 20 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลและนวัตกรรมสนับสนุน ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Descriptive statistic, Chi-square test, Independent t-test และ Paired t-test
ผลการวิจัย : สถานการณ์ปัญหา พบว่า แนวปฏิบัติทางคลินิกยังไม่ครอบคลุม และการจัดการความปวดในระยะก่อนผ่าตัดยังไม่เต็มประสิทธิภาพ รูปแบบการพยาบาล 3P Phase and PELVIS Model แบ่งการดูแลเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกรับ (Pre-Admit) ระยะเตรียมผ่าตัดและหลังผ่าตัด (Pre-Operation) และระยะเตรียมตัวก่อนจำหน่าย (Pre-Discharge) กิจกรรมการพยาบาลครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การจัดการความปวดแบบผสมผสาน การส่งเสริมการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน พร้อมนวัตกรรมสนับสนุนคือ Work flow, Protocol แบบ E-Book, แบบบันทึกการพยาบาล และคู่มือสำหรับผู้ป่วย มีค่า CVI อยู่ระหว่าง 0.90 ถึง 1.00 2) และประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลฯ พบว่า กลุ่มทดลองไม่พบภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 0.0) กลุ่มควบคุมพบภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 26.7 (p = .002) ระดับความปวดเฉลี่ยในกลุ่มทดลอง (2.30 คะแนน) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (5.83 คะแนน) (p < .001) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยลดลงเหลือ 7.10 วัน (เทียบกับกลุ่มควบคุม 11.45 วัน, p < .001) และความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการดูแลอยู่ในระดับมากที่สุด (เฉลี่ย 4.82 จาก 5.00 คะแนน, p < .001) ผลลัพธ์ในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ พบว่า มีคะแนนความรู้เฉพาะทางเพิ่มขึ้นเป็น 9.35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 (p < .001) ปฏิบัติตามแบบบันทึก Checklist ได้ครบถ้วนร้อยละ 100.0 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลในระดับมากที่สุด (เฉลี่ย 4.90 จาก 5.00 คะแนน)
สรุปและข้อเสนอแนะ: รูปแบบการพยาบาล 3P Phase and PELVIS Model ช่วยให้พยาบาลวิชาชีพมีแนวทางปฏิบัติงานที่เป็นระบบและมาตรฐานเดียวกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเพิ่มระดับความพึงพอใจของผู้ให้บริการและผู้รับบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ควรประกาศใช้เป็นมาตรฐานการดูแลของโรงพยาบาลและขยายผลในเครือข่ายบริการสุขภาพ
เอกสารอ้างอิง
1. Fawley J, et al. Global burden of pelvic fractures: findings from the Global Burden of Disease Study 2019. Global Health Action 2023;16(1):2189012.
2. Moore K L, Dalley A F, Agur A M R. Clinically oriented anatomy. 8th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2018.
3. Moore M, Feliciano D V, Mattox K L. Trauma. 8th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2017.
4. Reason J. Managing the risks of organizational accidents. Aldershot: Ashgate Publishing; 1997.
5. Liebert G A, Agrawal A. Pelvic and acetabular fractures: emergency management and primary survey. Curr Orthop Pract 2020;31(6):577-84.
6. Perez-Carro L, Turei A, Fernandez-Lana F. Initial stabilization and management of unstable pelvic fractures. J Trauma Inj 2020;11(1):1-8.
7. The Joanna Briggs Institute. Best practice guidelines for the prevention and management of pressure injuries. JBI Evidence Synthesis 2016;14(1):1-12.6.
8. Smeltzer S C, Bare B G, Hinkle J L, Cheever K H. Brunner & Suddarth's textbook of medical-surgical nursing. 14th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2018.
9. Jarungthaworn P, et al. Nursing outcomes in activities of daily living and caregiver readiness in orthopedic trauma patients. J Nurs Sci Health 2019;42(2):45-56.
10. Wong J, Chan S. Development and evaluation of a quality and safety nursing model for orthopedic patients. J Nurs Scholarsh 2020;52(3):250-60.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง