ผลของแผนการดูแลเฉพาะรายต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองและอัตราการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
คำสำคัญ:
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, แผนการดูแลเฉพาะราย, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, อัตราการกลับมารักษาซ้ำบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังก่อนและหลังได้รับแผนการดูแลเฉพาะราย เปรียบเทียบอัตราการกลับมารักษาซ้ำระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับแผนการดูแลเฉพาะรายกับผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการได้รับแผนการดูแลเฉพาะราย
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ Pretest–Posttest Two-Group Design ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค COPD ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลชนแดน 62 คน (กลุ่มทดลอง n=31, กลุ่มควบคุม n=31) โดยกลุ่มทดลองได้รับแผนการดูแลเฉพาะรายตามแนวคิดของ Orem ประกอบด้วยการประเมินรายบุคคล การให้ความรู้และฝึกทักษะ และการติดตามทางโทรศัพท์หลังจำหน่าย 2 ครั้ง
ผลการวิจัย: ภายหลังได้รับแผนการดูแลเฉพาะราย กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean ก่อน = 8.19 ± 1.22, Mean หลัง = 12.87 ± 0.85, Mean diff. = 4.68, 95%CI: 4.24–5.12, p < .001) ด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Mean ก่อน = 87.13 ± 3.38, Mean หลัง = 110.06 ± 5.68, Mean diff. = 22.94, 95%CI: 19.98–25.90, p < .001) อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ลดลงจากร้อยละ 19.35 ในกลุ่มควบคุม เหลือร้อยละ 3.23 ในกลุ่มทดลอง แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (Fisher's exact test, p = .104) อัตราการมารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 9.68 เทียบกับ 45.16, OR = 0.13, 95%CI: 0.03–0.52, p = .002) และสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการกำเริบจนต้องเข้ารับการรักษาในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 87.10 เทียบกับ 35.48, OR = 12.27, 95%CI: 3.40–44.24, p < .001) และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับสูง (Mean = 4.70 ± 0.32)
สรุปและข้อเสนอแนะ: แผนการดูแลเฉพาะรายที่ครอบคลุมการประเมินรายบุคคล การให้ความรู้ การฝึกทักษะ และการติดตามต่อเนื่อง สามารถเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย COPD ได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดอัตราการมารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินและเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการกำเริบจนต้องเข้ารับการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีแนวโน้มช่วยลดอัตราการกลับมารักษาซ้ำ ควรนำแผนการดูแลเฉพาะรายไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงและพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Chronic obstructive pulmonary disease (COPD) [Internet]. Geneva: WHO; 2024 [cited 2025 Jun 13]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/chronic-obstructive-pulmonary-disease-(copd)
Rabe K F, Watz H. Chronic obstructive pulmonary disease. Lancet. 2017;389(10082):1931–40.
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รายงานประจำปี 2563 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 13 มิถุนายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/dncd/
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์. รายงานสถานการณ์สุขภาพจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2566. เพชรบูรณ์: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์; 2566.
โรงพยาบาลชนแดน. รายงานข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปีงบประมาณ 2565–2568. เพชรบูรณ์: โรงพยาบาลชนแดน; 2568.
Orem D E. Nursing: concepts of practice. 6th ed. St. Louis: Mosby; 2001.
Alligood M R. Nursing theorists and their work. 9th ed. St. Louis: Elsevier; 2018.
Petiprin A. Orem's self-care deficit nursing theory [Internet]. Nursing Theory; 2016 [cited 2025 Jun 13]. Available from: https://nursingtheory.org/theories-and-models/orem-self-care-deficit-theory
Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease (GOLD). Global strategy for the diagnosis, management, and prevention of chronic obstructive pulmonary disease: 2024 report [Internet]. 2024 [cited 2025 Jun 13]. Available from: https://goldcopd.org/2024-gold-report/
Wagner E H. Chronic disease management: what will it take to improve care for chronic illness? Eff Clin Pract. 1998;1(1):2-4.
Bandura A. Self-efficacy: toward a unifying theory of behavioral change. Psychol Rev. 1977;84(2):191-215.
Bourbeau J, Julien M, Maltais F, Rouleau M, Beaupré A, Bégin R, et al. Reduction of hospital utilization in patients with chronic obstructive pulmonary disease: a disease-specific self-management intervention. Arch Intern Med. 2003;163(5):585-91. doi:10.1001/archinte.163.5.585.
Institute of Medicine. Crossing the Quality Chasm: A New Health System for the 21st Century. Washington, DC: National Academy Press; 2001.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง