ผลของการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดต่อความรู้ พฤติกรรม การพยาบาลและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีเทพ
คำสำคัญ:
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด, แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด, การปฏิบัติการพยาบาล, ผลลัพธ์ทางคลินิกบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มพยาบาลวิชาชีพใช้รูปแบบ One-group pretest-posttest design และกลุ่มผู้ป่วย Sepsis ใช้รูปแบบ Retrospective–prospective two-group comparison design โดยแบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ 32 คน และกลุ่มทดลอง 32 คน เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 19 คน และผู้ป่วย Sepsis รวม 64 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย Sepsis แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนทดลอง ระยะทดลอง (นำแนวปฏิบัติไปใช้ร่วมกับการอบรม 3–4 เดือน) และระยะหลังทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test, Independent t-test และ Fisher’s Exact test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05
ผลการวิจัย: ภายหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10.21±2.57 เป็น 14.74±0.45, p<.001) และมีพฤติกรรมการพยาบาลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.79±0.37 เป็น 2.99±0.04, p=.031) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการรอดชีวิตและจำหน่ายกลับบ้านร้อยละ 100 สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.024) และไม่พบผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ อัตราการเกิดภาวะ Septic shock ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ (ร้อยละ 9.38 และ 37.50 ตามลำดับ, p=.018)
สรุปและข้อเสนอแนะ: การใช้แนวปฏิบัติ Sepsis CPG ช่วยเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย Sepsis อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งลดการเกิดภาวะ Septic shock และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ควรส่งเสริมการใช้แนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่องร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลในโรงพยาบาลชุมชน
เอกสารอ้างอิง
Singer M, Deutschman C S, Seymour C W, Shankar-Hari M, Annane D, Bauer M, et al. The third international consensus definitions for sepsis and septic shock (Sepsis-3). JAMA. 2016;315(8):801–10.
Rudd K E, Johnson S C, Agesa K M, Shackelford K A, Tsoi D, Kievlan D R, et al. Global, regional, and national sepsis incidence and mortality, 1990–2017: analysis for the Global Burden of Disease Study. Lancet. 2020;395(10219):200–11.
GBD 2021 Global Sepsis Collaborators. Global, regional, and national sepsis incidence and mortality, 1990–2021: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Glob Health. 2025;13(12):e2013–26.
World Health Organization. WHO calls for global action on sepsis: cause of 1 in 5 deaths worldwide [Internet]. Geneva: WHO; 2020 [cited 2025 Jun 1]. Available from: https://www.who.int/news/item/08-09-2020-who-calls-for-global-action-on-sepsis---cause-of-1-in-5-deaths-worldwide
Rhodes A, Evans L E, Alhazzani W, Levy M M, Antonelli M, Ferrer R, et al. Surviving Sepsis Campaign: international guidelines for management of sepsis and septic shock: 2016. Crit Care Med. 2017;45(3):486–552.
Evans L, Rhodes A, Alhazzani W, Antonelli M, Coopersmith C M, French C, et al. Surviving Sepsis Campaign: international guidelines for management of sepsis and septic shock 2021. Intensive Care Med. 2021;47(11):1181–247.
Jiang J, Guo X, Chen W, Zhang X, Yuan Y. Nurses' knowledge and confidence in recognizing and managing patients with sepsis: a multi-site cross-sectional study. J Clin Nurs. 2023;32(9–10):2133–44.
Soh R C J, Lim W Y, Lim J, Ho W O, Sewa D W, Loo C M, et al. Impact of sepsis education for healthcare professionals and students on learning and patient outcomes: a systematic review. J Hosp Infect. 2022;122:49–64.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง