การพัฒนาระบบการคัดกรองและส่งต่อสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิ
คำสำคัญ:
ระบบคัดกรอง, ภาวะฉุกเฉิน, สูติกรรมบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาระบบ และประเมินผลลัพธ์จากการนำระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&D)
วัสดุและวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็น 1) สตรีผู้ตั้งครรภ์และเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 30 คน และ 2) กลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปทุมรัตต์ จำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ จำนวน 2 คน และสตรีผู้ตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ จำนวน 4 คน ทำการศึกษาเป็น 4 ระยะ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 - เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถาม 2. แบบประเมินความเหมาะสมและความไปได้ 3. ระบบการคัดกรอง และส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ และ 4. แบบประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ระบบการคัดกรองฯ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนี PNI>0.20
ผลการวิจัย: 1. สภาพปัญหาด้านการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในภาพรวมอยู่ระดับมาก (Mean=3.98, SD.= 0.74) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนาระบบการสื่อสารและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่รับส่งต่อ (PNI = 0.464) แสดงถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานของเครือข่าย 2. ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ พบว่า มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบคัดกรอง การประเมินอาการและการดูแลระหว่างการส่งต่อ ระบบการส่งต่อ ระบบสนับสนุน ระบบติดตามและประเมินผล ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก Mean=4.18, SD.=0.64, Mean=4.21, SD. =0.62 และ 3. ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสุขภาพจากการใช้ระบบการคัดกรองและส่งต่อภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมในเครือข่ายบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลปทุมรัตต์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.20, SD. = 0.45)
สรุปและข้อเสนอแนะ: ภายหลังการพัฒนาระบบฯ พบว่าสามารถยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพทั้ง 6 มิติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก จึงควรนำระบบไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและใช้เครื่องมือมาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. World Health Statistics 2021: Monitoring health for the SDGs, sustainable development goals. WHO Press; 2021.
American College of Obstetricians and Gynecologists. Hypertension in pregnancy [Internet]. 2020 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.acog.org/
National Institute for Health and Care Excellence. Diabetes in pregnancy: Management from preconception to the postnatal period (NICE Guideline NG3). [Internet]. 2015 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.nice.org.uk/guidance/ng3
Royal College of Obstetricians and Gynaecologists. Placenta praevia, placenta accreta, and vasa praevia: Diagnosis and management (Green-top Guideline No. 27) [Internet]. 2018 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.rcog.org.uk/
American College of Obstetricians and Gynecologists. Hypertension in pregnancy [Internet]. 2020 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.acog.org/
World Health Organization. Preterm birth [Internet]. 2021 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.who.int/
Schmitt L H, Moore E L, Tzeng J. Improving maternal and neonatal outcomes: The importance of antenatal care. Journal of Nursing Education and Practice. 2020;10(5):40-6.
Lumbiganon P, Laopaiboon M, Pattanittum P. The impact of antenatal care on maternal and neonatal outcomes: A systematic review. BMC Pregnancy and Childbirth. 2020;20(1):1-11.
Maternity Care Coalition. The importance of prenatal care [Internet]. 2019 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://maternitycarecoalition.org/prenatal-care
Thangaratinam S, Coomarasamy A, Khan K S. Antenatal screening for fetal growth restriction. Obstetrics & Gynecology. 2017;129(4):763-74.
World Health Organization. Managing complications in pregnancy and childbirth: A guide for midwives and doctors; 2020.
Burns N, Grove S K. The Practice of Nursing Research: Conduct, Critique, & Utilization (4th ed). Philadelphia: W.B. Saunders; 2009.
สุวิมล ว่องวาณิช. การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2550.
World Health Organization. Declaration of Alma-Ata. International Conference on Primary Health Care. Retrieved from WHO; 1978.
Thaddeus S, Maine D. To far to walk: maternal mortality in context. Soc Sci Med. 1994;38:1091-110.
AHRQ. AHRQ National Scorecard on Hospital-Acquired Conditions Final Results for 2014 Through 2017 [Internet]. 2017 [cited 2024 Nov 25]. Available from: https://www.ahrq.gov/sites/default/files/wysiwyg/professionals/qualitypatientsafety/pfp/UpdatedhacreportFInal2017data.pdf
Donabedian A. The quality of care. How can it be assessed?. JAMA. 1988;260(12):1743-8.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-05-04 (2)
- 2026-05-04 (1)
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง