การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบการพยาบาล, เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ, การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
วัสดุและวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลโพนทอง 45 คน การวิจัยแบ่งเป็น การศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พัฒนารูปแบบการพยาบาล และ การทดลองใช้และประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
ผลการวิจัย: รูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยการพัฒนาความรู้และสมรรถนะของพยาบาล แนวปฏิบัติการพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน ระบบเฝ้าระวังและการนิเทศติดตาม รวมทั้งการประเมินผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน ภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และมีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการล้างมือที่ถูกต้องตามหลัก 5 Moments การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการแยกผู้ป่วยหรืออุปกรณ์เฉพาะราย พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
สรุปและข้อเสนอแนะ: รูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลและได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในหอผู้ป่วยใน และศึกษาผลลัพธ์ในระยะยาวหรือในบริบทโรงพยาบาลอื่นเพื่อยืนยันประสิทธิผลเชิงระบบ
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global antimicrobial resistance and use surveillance system (GLASS) report 2023. Geneva: World Health Organization; 2023.
Antimicrobial Resistance Collaborators. Global burden of bacterial antimicrobial resistance in 2019: a systematic analysis. Lancet. 2022;399(10325):629-55.
O’Neill J. Tackling drug-resistant infections globally: final report and recommendations. London: Review on Antimicrobial Resistance; 2016.
World Health Organization. Antimicrobial resistance country profile: Thailand. Geneva: World Health Organization; 2018.
Phumart P, Phodha T, Thamlikitkul V, Riewpaiboon A. Health and economic impacts of antimicrobial resistance in Thailand. J Health Serv Res Policy. 2019;24(2):109-16.
โรงพยาบาลโพนทอง. รายงานสถานการณ์การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด. ร้อยเอ็ด: โรงพยาบาลโพนทอง; 2566.
Huttner B, Harbarth S, Carlet J, Cosgrove S, Goossens H, Holmes A, et al. Antimicrobial resistance: a global view from the 2013 World Healthcare-Associated Infections Forum. Antimicrobial Resistance and Infection Control. 2013;2(1):31.
Zingg W, Holmes A, Dettenkofer M, Goetting T, Secci F, Clack L, et al. Hospital organisation, management, and structure for prevention of health-care-associated infection: a systematic review and expert consensus. Lancet Infect Dis. 2015;15(2):212-24.
World Health Organization. Guidelines on core components of infection prevention and control programmes at the national and acute health care facility level. Geneva: World Health Organization; 2021.
Courtenay M, Castro-Sánchez E, Gallagher R, Gould D, Hawker C, Nurse N, et al. Delivery of antimicrobial stewardship competencies in UK pre-registration nurse education programmes: a national cross-sectional survey. J Hosp Infect. 2019;101(4):431-7.
Ivers N, Jamtvedt G, Flottorp S, Young J M, Odgaard-Jensen J, French SD, et al. Audit and feedback: effects on professional practice and healthcare outcomes. Cochrane Database Syst Rev. 2012;(6):CD000259.
อารยา ทิพย์วงศ์, สมใจ ศิริอุดมภาส, พิมพรรณ นามสมมติ. ผลของการนิเทศทางคลินิกแบบมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ. วารสารสภาการพยาบาล. 2563;35(2):45-58.
Damschroder L J, Aron D C, Keith R E, Kirsh S R, Alexander J A, Lowery J C. Fostering implementation of health services research findings into practice: a consolidated framework for advancing implementation science. Implement Sci. 2009;4:50.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-03-28 (2)
- 2026-03-27 (1)
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง