การพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
ภาวะ Extravasation, สารทึบรังสี, แนวทางปฏิบัติทางการพยาบาลบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและบริบท พัฒนาขั้นตอนและปรับปรุงกระบวนการ และประเมินผลการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR)
วัสดุและวิธีการวิจัย: ทำการศึกษาในประชากรผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ปีงบประมารณ พ.ศ.2567 ที่เข้ารักษาในคลินิรวมน้ำใจ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 175 ราย และทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิก โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 12 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2568 - 30 กันยายน พ.ศ.2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งแบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาช 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยมีการกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิจัย: (1) สภาพปัญหาสภาพปัญหาและบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ ไม่มารับยาต่อเนื่อง อาคารสถานที่คับแคบ และไม่มีระบบให้บริการที่เป็นแนวทางเดียวกัน (2) รูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์คลินิกรวมน้ำใจประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ซักประวัติ, ประเมิน OI ตรวจร่างกาย, ส่ง CXR Lab พื้นฐาน 2. พบแพทย์/พยาบาล ให้ความรู้ ทำกิจกรรมกลุ่ม และ 3. พบเภสัชกร/พยาบาล/แกนนำ แนะนำการกินยาและปฏิบัติตัว และรับบัตรนัด ผลจากการพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ มีการปรับขั้นตอนให้ทันสมัย พบว่า พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบในระดับมาก และทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิก มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในระดับมาก และพบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบพบว่าทั้งผู้ป่วยและทีมพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยทางคลินิกมีระดับความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น
สรุปผลและข้อเสนอแนะ : นวัตกรรมจากการวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยา ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และทลายข้อจำกัดด้านสถานที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยอัตราการปฏิบัติตามแนวทางที่สูงของบุคลากรทางการแพทย์และความพึงพอใจในระดับดีเยี่ยมของผู้รับบริการ จึงเป็นโมเดลที่ควรค่าแก่การขยายผลสู่โรงพยาบาลอื่นและบรรจุเป็นนโยบายมาตรฐานในระดับองค์กร
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Global summary of the AIDS epidemic 2020 [Internet]. 2021 [cited 2023 Dec 1]. Available from: http://www.who.int/hiv/data/2021_epi_core_en.png
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาเอดส์. ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573. กรุงเทพฯ : บริษัทเอ็นซี คอนเซปต์ จำกัด; 2560.
กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. รายงานประจำปี กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2566. นนทบุรี: กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสารารณสุข; 2566.
โรงพยาบาลพลับพลาชัย. ข้อมูลผู้มารับบริการจากผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพลับพลาชัย ปี พ.ศ.2566. บุรีรัมย์: โรงพยาบาลพลับพลาชัย; 2566.
Parasuraman A, Zeithaml, Valarie A. Leonard B L. SERVQUAL A Multiple-item Scale for Measuring Consumer Perceptions of Service Quality. Journal of Retailing; 1988;64:12-39.
กฤติกา ชนประชา, วราลักษ์ รัตนธรรม. การพัฒนารูปแบบกระบวนการดููแลผู้้ป่วยเอชไอวีแบบครบวงจรของโรงพยาบาลแม่่ลาว สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. 2567;32(2):66-79.
วิไลวรรณ เนื่อง ณ สุวรรณ, จิราพร น้อมกุศล, รัตนา ทองแจ่ม, ธนชัยพนาพุฒิ. การพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง. 2657;32(2):25-36.
สัจพงษ โชคคติวัฒน์, ดวงฤดี วรชิณ. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลเจริญศิลป์. วารสารโรคเอดส์. 2563;32(1):15-27.
กัลยาณี จันธิมา, ศิวะยุทธ สิงห์ปรุ, วีรพล จันธิมา, ดวงจันทร์ จันทร์เมือง. การพัฒนาระบบการจัดบริการที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์เป็นศูนย์กลาง ในโรงพยาบาลชุมชน ในจังหวัดนครราชสีมา.วารสารโรคเอดส์. 2565;34(1):46-57.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-03-28 (2)
- 2026-03-18 (1)
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง